พ่อมดแห่งโลกเวทมนตร์ ตอนที่ 14 ทดสอบพรสวรรค์

Chapter 14 ทดสอบพรสวรรค์

keepwalk แปล

 

โน๊ตจากผู้แปล: ขอแก้จากผู้ใช้เวทย์เป็นนักเวทย์แทนนะครับ รวมถึงตอนที่ 13 ด้วย

เรย์ลินเดินตามแม่มดผู้ให้ข้อมูลและนำมือทั้งสองวางลงบนลูกแก้วคริสตัล

 

ความหนาวสั่น!

 

ความรู้สึกแปลกๆได้ไหลผ่านจากปลายนิ้ว เรย์ลินปวดหัวราวกับมีคฑาแก้วเคาะข้างในหัวเขา พร้อมกับลูกแก้วคริสตัลข้างหน้าเรย์ลินได้เรืองแสงจางๆ

 

“เยี่ยมมาก อย่าหยุด” แม่มดจ้องอย่างตั้งอกตั้งใจในลูกแก้วคริสตัล

 

เมื่อความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น ลูกแก้วคริสตัลในมือเรย์ลินก็เปล่งแสงเพิ่มชึ้นมากกว่าเดิม “ไม่! ยังไม่พอ!”

 

เรย์ลินกัดฟัน ความเจ็บปวดที่ราวกับจะแบ่งสมองเขาออกเป็นสองซีกในที่สุดก็คลายออก เรย์ลินคลายมือออกจากลูกแก้วคริสตัล

 

“โอเค! เจ้าอยู่ที่ระดับนี้สินะ?” แม่มดพยักหน้าของเธอ เธอนำปากกาขนห่านและเซ็นบนฟอร์มของเรย์ลิน

 

“เรามีการจำแนกเกรดของเหล่านักเวทย์ออกเป็นห้าระดับ ตั้งแต่เกรดหนึ่งแย่สุดไปถึงเกรดห้าที่ดีที่สุด เธอได้เกรดสาม!”

 

แม่มดพูดจบเธอก็หมุนแหวนบนนิ้วของเธอ และสร้างสัญลักษณ์แปลกๆลงบนหนังแกะมันส่องแสงสว่างคล้ายหลอดไฟ

 

“การทดสอบส่วนนี้จบลงแล้ว เธอไปเต๊นท์ด้านหลังฉัน เอาหละ! คนต่อไป!”

 

เมื่อมองไปยังหญิงสาวตกกระคนหนึ่งกำลังเข้าไปที่เต๊นท์ เรย์ลินมองไปยังกระดาษหนังแกะ เขายืนขึ้นและกล่าวขอบคุณก่อนจะเปิดม่านเต๊นท์เข้าไป

 

ข้างในมีพื้นที่กว้างขวางและยังมีคนหนึ่งก่อนหน้าเรย์ลิน ตรงกลางมีชายแก่เคราขาว

 

“จากการวางตำแหน่งของเต๊นท์นี้ มันควรจะมีสองการทดสอบ นี่มันง่ายมาก!” เรย์ลินคิด เขามองไปด้านหน้าชายแก่และยื่นฟอร์มให้กับเขา

 

“เกรดสาม? ไม่เลว!” ชายชราเคราขาวลูบคางเล็กน้อย “เอาหละ ตอนนี้ก็ถึงการทดสอบความสัมพันธ์กับธาตุ!”

 

ชายชราเคราขาวเคาะด้านบนของโต๊ะและทันใดนั้นมันเปิดแยกออกจากกัน มีอ่างกุหลาบสีดำอยู่ตรงกลาง

 

น้ำในอ่างไม่ได้นิ่งมันดูเหมือนทำจากหินค่อนไปทางโลหะเหลวเคลื่อนไหวคล้ายคลึงกับปรอท

 

“มองอย่างระวังไปที่น้ำ!” เสียงชายแก่ดังขึ้น น้ำเสียงเผด็จการ

 

ช่วยไม่ได้ที่เรย์ลินจะเบนสายตาทั้งหมดไปยังใจกลางอ่างน้ำนี้ ด้วยสมาธิอันแน่วแน่ ปรอทตรงกลางหมุนวนต่อเนื่องและกลายเป็นน้ำวนทำเอาเขาอ้าปากค้าง

 

“บอกฉัน ว่าเจ้าเห็นอะไร?”

 

ดวงตาของเรย์ลินจ้องเขม็งเล็กน้อย “เงาและน้ำวนสีดำ มีจุดแดงๆใกล้ๆกับรอบนอกน้ำวน!”

 

“มีอะไรอีกมั้ย?”

 

“ยังมีจุดแสงสีเขียวรอบๆบริเวณนั้น!”

 

“มีสีเขียวเยอะไหม?”

 

“มีนิดหน่อย!”

 

“เสร็จละ!” ชายแก่วางนิ้วของเขาลง และเรย์ลินกลับมามีสติ “เกิดอะไรขึ้นกับผม!”

 

“การทดสอบของเจ้าจบแล้ว! ลักษณะความสัมพันธ์กับพลังธาตุของเจ้ามีความสัมพันธ์สูงสุดกับธาตุมืดและเงา จากนั้นก็ธาตุไฟ และยังมีความสัมพันธ์กับธาตุพืชอีกเล็กน้อย!”

 

ชายแก่พูดขึ้น เขากรอกฟอร์มให้เต็มอย่างรวดเร็วและเติมลายนิ้วมือเข้าไปด้วย

 

“ให้ฉันแนะนำเจ้าสักหน่อย! จอมเวทสามารถใช้พลังงานได้ทุกสาย แต่เฉพาะสายที่เจ้ามีความสัมพันธ์สูงที่สุดจะทำให้เจ้าไปได้ไกลที่สุด!”

 

ชายแก่ยื่นฟอร์มคืนให้เรย์ลิน “ถึงตอนนี้การทดสอบของเจ้าก็จบลงแล้ว เดินออกไปยังทางที่เจ้าเข้ามาและเลือกสถาบันเวทย์ของตัวเอง!”

 

เรย์ลินโค้งคำนับหลังจากนั้นเดินออกจากเต๊นท์ไป

 

เมื่อเขาเปิดเต๊นท์ออก แสงจากดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า

 

“เอไอชิป! คัดลอกสภาวะก่อนหน้านี้!”

 

[…มีการรบกวนจากพลังงานไม่รู้จักที่ทำให้โฮสต์เข้าสู่สภาวะถูกสะกดจิต!]

 

“ตามที่คาด!” ใบหน้าเรย์ลินมืดขึ้นและจากนั้นเขาหายใจออกอย่างหมดหนทาง “ขอบคุณมาก กลุ่มอื่นไม่ได้มีเจตนาร้าย ถ้าไม่งั้น….”

 

ลึกๆในใจเขาอยากได้พลังที่จะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างเก่งกาจ

 

“เฮ้! เรย์ลิน!” เสียงจอร์จดังขึ้นข้างหูของเขา “แกจบการทดสอบด้วยเหมือนกันหรอ?”

 

เสียงจอร์จใกล้เข้ามา

 

“ใช่แล้ว!” เรย์ลินส่ายหัวและชูกระดาษหนังแกะในมือเขา

 

“ฉันก็เสร็จแล้ว ฮี่ๆ อาจารย์หนุ่มคนนี้เป็นถึงกับอัจฉริยะเกรดสี่เลยนะ!” จอร์จหัวเราะเสียงดัง รู้สึกพอใจในตนเอง

 

“ฉันไม่ค่อยคุ้นเคยกับเกรดของนักเวทย์เลย นายพอจะอธิบายรายละเอียดให้หน่อยได้ไหม?” เรย์ลินถาม

 

ตระกูลของจอร์จดีกว่าตระกูลฟาเรียร์และเขาพอที่จะได้รู้เรื่องความลับเกี่ยวกับจอมเวทมาบ้าง

 

“ได้สิ! ความรู้พวกนี้เป็นเรื่องทั่วไปทั้งนั้น ไม่ว่าจะสถาบันไหนที่นายเข้าไปจะมีคนบอกนายเสมอ” จอร์จพูด

 

“พรสวรรค์ของนักเวทย์เป็นเพียงระดับที่กำหนดไว้เพื่ออ้างอิงถึงโอกาสที่จะได้เป็นจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ และมันแบ่งเป็นห้าเกรด! เกรดห้าคือสูงที่สุดคือมีโอกาส 90% ที่จะได้เป็นจอมเวท!”

 

“เกรดสี่ด้อยกว่าเล็กน้อยแต่ยังมีโอกาส 50% อาจารย์หนุ่มคนนี้เป็นอัจฉริยะที่เกรดนี้หละ! ฮ่าๆๆ….พ่อของฉันคงตื่นเต้นแน่ๆ!” จอร์จออกนอกลู่นอกทาง เขากำลังตื่นเต้น

 

“ต่อจากนั้นหละ? รีบๆพูดสิโว้ย!“ เรย์ลินต่อยไปที่ไหล่จอร์จและเขาก็ได้สติคืนมาต่อ

 

“โอ้? ฉันพูดถึงเกรดสี่ก่อน เกรดสามที่ต่ำกว่านั้นมีโอกาสแค่ 10% ที่จะได้เป็นจอมเวท และเกรดสองมีโอกาส 2 ถึง 3% ส่วนเกรดหนึ่งมีโอกาสแค่ 1% หรืออาจจะ 0.1%”

 

“ยังไงก็ตามมีโอกาสแค่เกรดสามหรือสูงขึ้นไปเท่านั้น พวกเกรดหนึ่งและเกรดสองโดยพื้นฐานแล้วจะเป็นได้แค่นักเวทย์ตลอดชีวิต!”

 

“ดังนั้นในตอนนี้ มันดูเหมือนว่าเกรดของฉันจะอยู่กลางๆ นั่นแปลได้ว่าไม่ควรมีสถาบันเวทมนตร์แห่งไหนจะปฏิเสธ นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด!” เรย์ลินเหตุการณ์ปัจจุบัน

 

“แล้วความสัมพันธ์กับพลังธาตุหล่ะ?” เรย์ลินถามต่อ

 

“ความสัมพันธ์พลังธาตุเป็นเส้นทางของจอมเวท แกน่าจะเข้าใจว่าทำไมจอมเวทบางคนสามารถร่ายพลังสายฟ้าหรือร่ายเวทไฟได้ บางคนยังสามารถร่ายเวทน้ำแข็ง นี่คือเส้นทางในตัวเลือกนั้น”

 

“แม้ว่าจอมเวทหนึ่งคนจะสามารถร่ายเวทธาตุไหนก็ได้ แต่ในทางทฤษฎี คนที่มีความสัมพันธ์ธาตุเวทนั้นสูงที่สุดไม่เพียงแต่เพิ่มความเร็วในการร่ายเท่านั้นแต่ยังเพิ่มความรุนแรงด้วย ถ้าจอมเวทธาตุไฟต้องการร่ายเวทที่มีพื้นฐานธาตุน้ำ ไม่แค่ต้องสูญเสียพลังวิญญาณมากขึ้นกว่าเดิมแต่ความแรงที่ได้อาจจะไม่รุนแรงพอ นั่นก็เพราะว่าพื้นฐานธาตุน้ำใช้ได้แค่สำหรับเรียกบอลน้ำเท่านั้น!”

 

“จากทั้งหมดนั้น ความสัมพันธ์ธาตุจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางแห่งจอมเวท และพรสวรรค์จะเป็นตัวกำหนดว่าจอมเวทคนนั้นจะไปได้ไกลแค่ไหน!”

 

จอร์จสรุป

 

“ประโยคสุดท้ายสมบูรณ์แบบมากแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ออกมาจากความคิดนายนะ!” เรย์ลินถามถึงประโยคสวยงามนั่น

 

“ฮี่ ฮี่! เจอจนได้ คำพูดนี้มาจากจอมเวทพเนจร! ฉันเห็นมันจากห้องเรียนของพ่อ” จอร์จพูดอย่างอายๆพร้อมกับเกาหัว

 

“อ้อ ใช่! ฉันไปถามมาแล้วหละว่าทำไมอัศวินชุดดำถึงดูเย็นชาและห่างเหินขนาดนั้น!”

 

จอร์จเหมือนจะจำได้และเริ่มแบ่งปันข่าว

 

“ความแข็งแกร่งของจอมเวทถึงจะเป็นแค่นักเวทย์ขั้นต้นก็ไม่ใช่สิ่งที่อัศวินสามารถต้านทานได้ ดังนั้นนายไม่คิดบ้างหรอว่าประสิทธิภาพของพวกชุดคลุมดำจะแปลกไปเล็กน้อย?”

 

“มันมีบางอย่างแปลกไปจริงๆ!” เรย์ลินพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยและถามอย่างคาดเดา “เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาจะมีเบื้องหลัง?”

 

“ไม่! ไม่! ไม่!” จอร์จส่ายหัว “พ่อของฉัน นายก็เดาได้ว่าเขามาผิดทาง พวกชุดคลุมดำเหล่านี้ความจริงก็คือเป็นเพียงเข้าร่วมการทดลองของเหล่าจอมเวท!”

 

“การทดลอง!” เรย์ลินเบิกตากว้าง ในโลกของเขาการทดลองโดยใช้ชีวิตคนเป็นมีข้อห้ามทางวิทยาศาสตร์และถ้ามีจะต้องผ่านกฎกระทรวงก่อน แต่ที่นี่พวกเขาทำมันได้เหมือนเป็นเรื่องปกติ

 

“ในกระบวนการทดลอง ตัวอย่างชุดนี้มีเสถียรภาพดี ถ้ามีรังสีเกินขนาดคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาถึงใช้แล้วทิ้งเหมือนผักปลาเพื่อที่จะมาคุ้มกันนักเวทย์อย่างเราๆ!”

 

“เหตุผลเช่นนี้เอง” เรย์ลินคิดถึงใบหน้าของแองเจลโลและเขาพยักหน้าเงียบๆ

 

ก่อนหน้านี้ที่เอไอชิปสแกนและตรวจพบร่องรอยรังสีหลายอย่าง แต่รังสีที่พบจากจอมเวทชุดขาวมีการกระจายมากกว่าร้อยครั้งเมื่อพวกเขาได้ทำสมาธิ เรย์ลินจึงคิดได้ว่ามันไม่มีผลกระทบอะไร

 

“ส่วนจอมเวทอย่างเราๆ อย่างน้อยจะต้องเป็นนักเวทย์ระดับต้นก่อน จอมเวทเป็นผู้ที่อัศวินยังต้องก้มกราบและหวังว่าจะดึงเขามาใช้งานอีกในอนาคต ผู้คนที่ไม่นำเขาสู่หุบเหวแห่งความตายและเป็นผู้ที่มีชีวิตยืนยาว!”

 

จอร์จพูดขึ้นด้วยความเสียใจ ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจมันเหมือนกับว่าทายาทแห่งตระกูลขุนนางคนนี้จะไม่พอใจคำหยาบคายของชุดคลุมดำก่อนหน้านี้

 

“ฉันได้ยินมาจากพวกขุนนางตะวันตก ไม่แค่เหล่าผู้เยาว์ที่เดินทางมากับพวกอัศวินแต่พวกเขายังหลับนอนด้วยกัน!” จอร์จพูดด้วยความไม่พอใจในน้ำเสียงก่อนจะกลายเป็นคำหยาบคาย

 

“หลับนอนด้วยกัน?” เรย์ลินตื่นตัวเล็กน้อย “มีอัศวินหญิงด้วยหรอ?”

 

“แน่นอนสิ ปกอัศวินหญิงที่มีกล้ามเป็นมัดๆแต่มีส่วนน้อยที่ฝึกฝนด้วยทักษะเฉพาะจนร่างกายดูดี!”

 

“และด้วยอัศวินหญิงมีพลังงานเหลือเฟือและยังปรนนิบัติได้อย่างดีเยี่ยมอีกต่างหาก พิเศษกว่านั้นระหว่างที่กำลังมีอะไรกัน สองขาของเธอจะรัดแน่นรอบๆตัว หูยยยย นั่นเป็นความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูกเลยว่ะ!” ภาพลักษณ์ของจอร์จตอนนี้ราวกับหมูติดสัตว์

 

เรย์ลินทบทวนความทรงจำ ไอ้เด็กสารเลวคนก่อนที่เป็นคนเจ้าชู้ ชัดเจนว่าไม่สามารถเทียบได้กับจอร์จที่มาจากตระกูลขุนนางใหญ่ได้ คงจะจริงที่เขาจะไม่ได้แตะอัศวินหญิงน่ารักๆมาก่อน

 

ยังมีอัศวินหญิงหลายนางภายใต้วิสเคาท์แต่พวกนั้นมีกล้ามเนื้อปูดโปนราวกับเป็นนักเพาะกาย ทำเอาเรย์ลินรู้สึกขยะแขยง

 

เขาส่ายหัวตัวเอง เขาสัญญาว่าจะไม่พูดเรื่องนี้กับจอร์จอีก

 

“ฉันพอเข้าใจแล้วตอนนี้ งั้นไปเลือกสถาบันเวทมนตร์กันเถอะ!”

 

“นี่ไงหละ! พ่อของฉันเลือกให้แล้ว ฉันจะเข้าหอคอยวงแหวนเอนเนียร์ ตระกูลฉันมีความสัมพันธ์กับหนึ่งในจอมเวทอาวุโสด้านใน….ทำไมนายไม่มากับฉันหละ!” จอร์จเชิญชวน

 

เรย์ลินถูกล่อลวงแต่เขามองแหวนบนคอตัวเองแล้วลังเล

 

“เดี๋ยวก่อน จอมเวทท่านนั้นไม่เคยพูดถึงสถาบันไหนที่ฉันสามารถเข้าไปได้ แล้วถ้ามันมีจำกัดหละ?”

 

“ไม่! ฉันต้องเดินดูรอบๆก่อน!” เรย์ลินตัดสินใจถนอมน้ำใจจอร์จ

 

“โอเค งั้นฉันจะเข้าไปลงทะเบียนตามขั้นตอนก่อน นายสามารถมาหาฉันได้หอคอยวงแหวนเวทมนตร์เอนเนียร์เพื่อตามหาฉันได้!” จอร์จชี้ไปยังฝูงชนไกลๆ

 

“ฉันควรจะไปไหนดี? ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น ไปดูสถาบันเวทมนตร์ที่แรกก่อน!”

 

เรย์ลินเดินโต๋เต๋รอบๆแคมป์และมองไปยังเหล่าเต๊นท์ที่น่าสนใจอย่างแปลกประหลาดทั้งรูปทรงและขนาด บ้างก็เป็นรูปเห็ดยักษ์ บางที่ก็เป็นทรงใบพัดมีประตูเปิดตรงกลาง และบางก็ดูดีที่มีเขากะโหลกปิศาจตั้งอยู่ ที่ที่เหล่านักเวทย์สามารถเดินทะลุปากปิศาจผ่านเข้าไปราวกับบ้านผีสิง

 

และด้านหน้าเหล่าสถาบันที่น่าสนใจเหล่านี้มีสัญลักษณ์ประดับด้วยชื่อสถาบัน

 

“มันคือภาษาของแผ่นดินใหญ่ แบบนี้ก็ดีน่ะสิ!”

 

เรย์ลินมองออกไปเห็นเหล่าชื่อและจดจำไว้ “หอคอยวงแหวนเอนเนียร์ สถาบันเวทมนตร์เมอซิฟูรา สวนเวทมนตร์เว็ทแลนด์….”

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: