พ่อมดแห่งโลกเวทมนตร์ ตอนที่ 24 นักเวทย์ระดับ 1

ตอนที่ 24 นักเวทย์ระดับ 1

 

นักเวทย์ระดับ 1 จะเป็นเหล่าผู้คนที่มีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าคนปกติ พวกเขาสามารถที่จะเคลื่อนย้ายพลังงานหรืออนุภาคบางอย่างได้และยังสามารถกักเก็บพลังงานเหล่านั้นไว้ในร่างกายได้เช่นกัน นี่ถือเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับนักเวทย์มือใหม่ มีเพียงนักเวทย์ระดับที่ 2 ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าถึงสูตรเวทและสามารถร่ายเวทมนตร์ได้

 

แต่เมื่อร่างกายของพวกเขาสร้างพลังเวทย์ขึ้น ค่าพลังของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นจากการแผ่พลังงานออกมาจากร่างกายอย่างต่อเนื่องเนื่อง โดยร่างกายจะต่อต้านรังสีชั่วร้ายจากพลังงานภายนอกอีกด้วย

 

เรย์ลินประเมินระดับนักเวทย์ตัวเองจากข้อมูลของเทคนิคการนั่งสมาธิ


“เอไอชิป! ดึงข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมาได้ในวันนี้และเริ่มต้นทำการวิเคราะห์!”

 

นี่คือสิ่งที่เรย์ลินทำมาตลอด เขาจะพยายามเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้อื่นให้ได้มากที่สุด โดยไม่ให้คนเหล่านั้นเกิดความสงสัยจากนั้นเก็บข้อมูลเอาไว้ในฐานข้อมูล

 

เขาสร้างโฟลเดอร์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับพลังจิตวิญญาณและการแปลงสภาพพลังงานเหล่านั้นจากบทเรียนที่ได้ทำไปเมื่อวาน (ตอนนั่งสมาธิครั้งแรก) มันต้องใช้ข้อมูลเป็นจำนวนมากและบางขั้นตอนนั้นอาจใช้เวลาเป็นปี

 

[บี๊บ! ทำการวิเคราะห์เสร็จเรียบร้อย ผลที่ได้: ตรวจพบบริเวณรอบๆ ของสถาบันป่าเวทมนตร์อบิซอลโบนมีร่องรอยการปนเปื้อนของรังสีชั่วร้าย แหล่งที่มาของการปนเปื้อนที่ใหญ่ที่สุดคือเหล่าจอมเวทย์ และการทดลองบางอย่างรวมถึงวัสดุบางอย่างอีกด้วย โฮสต์ควรอยู่ให้ห่างจากสิ่งเหล่านี้ หรือเพิ่มความต้านทานร่างกาย!]

 

“อย่างที่ฉันคิด! ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ของคนธรรมดาทั่วไป สภาพแวดล้อมโดยรอบถูกผล
กระทบที่มาจากเหล่านักเวทย์และจอมเวทย์ มันเป็นสถานที่ที่เหล่านักเวทย์และจอมเวทย์เท่านั้นจะสามารถอาศัยอยู่ได้ หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปถ้าต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้พวกเขาจะตายภายในไม่กี่ปี!”

 

ใบหน้าของเรย์ลินเริ่มหมองคล้ำและทำให้เขานึกถึงเหล่าใบหน้าของผู้คนบางคน รวมถึงบิ๊กกี้และศาสตราจารย์ครอฟท์อีกด้วย

 

“จากข้อมูลที่ได้รับมาทำให้รู้ว่าเหล่าจอมเวทย์คือแหล่งที่มาของการแผ่รังสีเหล่านั้น แต่ละคนเป็นดั่งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือพวกเขาสามารถใช้รังสีในการพัฒนาเป็นพลังเวทย์ได้กัน?”

 

เรย์ลินขมวดคิ้ว

 

“ไม่ว่ายังไงฉันจะต้องรีบเป็นนักเวทย์ระดับ 1ให้ได้ ยิ่งยืดเวลาไปนานเท่าไหร่มันยิ่งเป็นผลเสียต่อร่างกายของฉัน”

 

เรย์ลินตัดสินใจในที่สุด

 

ในสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เรย์ลินรายงานศาสตราจาย์ครอฟท์ทุกวัน เขาช่วยครอฟท์ทำความสะอาดห้องทดลอง และทำการแยกผลการทดลองที่ไม่มีค่าออกอีกด้วย

 

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเรย์ลินก็ได้เจอกับเมอร์ลิน รุ่นพี่อัจฉริยะที่ศาสตราจารย์ครอฟท์ยกย่อง เขาเป็นผู้ชายที่สูงมากและมีบุคลิคที่เงียบขรึม เขาตั้งใจและหลงไหลในงานทดลองของเขาอย่างมาก นอกจากครอฟท์แล้วเขาแทบจะไม่พูดคุยกับบิ๊กกี้และเรย์ลินเลย นี่อาจจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัวเขาประสบความสำเร็จทางด้านการปรุงยาก็เป็นได้


ในช่วงเวลาที่เหลือเรย์ลินจะใช้เวลาไปกับการเรียนในบทเรียนสาธารณะแบบฟรี

 

สำหรับบทเรียนฟรีในสถาบันป่าเวทมนตร์อบิซอลโบนนั้นมีจำนวนไม่มากนัก ประกอบด้วยวิชาประวัติความเป็นมาของเหล่าจอมเวทย์, วิชาพื้นฐานภาษาไบรอน,
วิชาหลักการใช้คาถาของจอมเวทย์, วิชาการปรุงยาเบื้องต้น, วิชากายวิภาคศาสตร์ และทฤษฎีการสะกดคำของคาถาขั้นพื้นฐาน

 

เหล่าศาสตราจารย์ที่สอนบทเรียนสาธารณะแบบฟรีมีรูปแบบการสอนที่น่ากลัวเสมอและพวกเขามักจะก็รีบเดินออกไปทันทีหลังจากที่การสอนจบ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ตอบคำถามใดๆแก่ศิษย์ทั้งหลาย มันยังทำให้ดูเหมือนทุกคนที่เป็นหนี้ผลึกเวทมนตร์แก่พวกเขาที่ต้องมาสอนให้แบบฟรีๆ

 

“นี่คือบทเรียนสาธารณะแบบฟรี ใครๆก็สามารถมาเรียนได้เพราะงั้นต่อให้เหล่าอาจารย์จะเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่ได้แย่อะไร” เรย์ลินปลอบตัวเอง เขามีเอไอชิบที่บันทึกทุกการสอนเอาไว้หมดแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาอยากจะทบทวนบทเรียนเหล่านั้นก็แค่ให้เอไอชิบแสดงผลออกมา แต่มันใช้ไม่ได้กับเหล่านักเวทย์คนอื่น ถ้าพวกเขาไม่เข้าใจในบทเรียนพวกเขาจะต้องใช้ผลึกเวทมนตร์เพื่อแลกกับข้อมูลที่ต้องการรู้จากศาสตราจารย์หรือนักเวทย์คนอื่นที่เข้าใจบทเรียนนั้น ซึ่งแน่นอนว่าเรย์ลินกำลังจะได้รับผลึกเวทมนตร์จากนักเวทย์เหล่านี้เพราะเขามีเอไอชิปช่วยเก็บข้อมูลความรู้ทุกอย่างไว้หมดแล้ว

 

“หัวข้อเรื่องในวันนี้ยากเป็นบ้า! รูปภาพของลักษณะทางกายวิภาคของบาร์เรน ริซาด ถูกแสดงให้เห็นเพียงไม่กี่วินาที ฉันยังมองเห็นมันไม่ชัดเลย!” บิลบ่นขึ้น

 

“มันช่วยไม่ได้! นักเวทย์ทุกคนต่างเบื่อกับเนื้อหาของวิชากายวิภาคศาสตร์ วิชานี้มีเนื้อหาและภาพเยอะ อาจารย์คงจะสอนพวกฉันไม่จบแน่ๆถ้าเขาไม่เปิดภาพแต่ละภาพให้ผ่านไปเร็วๆ” เรย์ลินตอบเด็กหนุ่มข้างๆ ที่พักของทั้งสองอยู่ติดกันและพวกเขายังเป็นเด็กใหม่ทั้งคู่ จึงลงเรียนวิชาที่เหมือนกันและเรียนด้วยกัน นี่จึงทำให้พวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน  

 

สำหรับคาร์ลิเวียและคนอื่นๆ พวกเขาได้ไปอยู่กับเหล่าอาจารย์ที่ปรึกษาที่อยู่ห่างไกลออกไป ทำให้ความสัมพันธ์ของเรย์ลินกับพวกเขาแทบจะไม่เหลือเลย

 

“วิชากายวิภาคศาสตร์ที่สอนโดยศาสตราจารย์มาเรเน่ถือเป็นวิชาบังคับขั้นต้นก่อนที่จะเข้าสู่หัวข้ออื่นๆที่สูงขึ้น ดังนั้นฉันจึงต้องเรียนรู้มัน!”  บิลรู้สึกหงุดหงิด

 

“เรย์ลิน นายจำทุกอย่างที่เพิ่งเรียนไปได้รึเปล่า?”

 

“การจดจำทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอก แต่ฉันได้จดบันทึกในส่วนของแผนผังและภาพที่แสดงถึงส่วนต่างๆของร่างกายที่สำคัญเอาไว้!” เรย์ลินกล่าว

 

“เยี่ยมเลย! นายช่วยสอนฉันหลังจากจบคาบนี้ได้ไหม? ฉันจะยอมให้ผลึกเวทมนตร์กับนาย 1 ก้อนเลย” บิลเสนอความต้องการของเขาแก่เรย์ลิน


“ฉันต้องการความรู้ที่สำคัญเรื่องการเปลี่ยนรูปร่างต่างๆ ดังนั้นฉันต้องเก่งวิชากายวิภาคศาสตร์ให้ได้!”

 

“ไม่มีปัญหา!” เรย์ลินตอบพร้อมพยักหน้า

 

สำหรับบทเรียนที่ต้องเสียค่าเล่าเรียนของสถาบันไม่อนุญาตให้แลกเปลี่ยนกันแบบส่วนตัวต้องมาเรียนในคาบเท่านั้น แต่สำหรับบทเรียนสาธารณะแบบฟรีนั้นไม่มีข้อจำกัดดังกล่าว

.

จากที่เรย์ลินได้ลองถามดูนั้น เหล่านักเวทย์ระดับสูงไม่สนใจค่าจ้างอันน้อยนิดจากนักเวทย์ที่มาขอให้สอน ในขณะที่นักเวทย์ระดับล่างคนอื่นๆก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสอนได้ดีขนาดไหน นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเรย์ลิน

 

“แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่นายรู้ว่าฉันต้องนั่งสมาธิตอนกลางคืน เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่ฉันสะดวกคือหลังจากกินอาหารเย็น 1 ชั่วโมงละกันนายโอเคไหม?”

 

เรย์ลินถาม

 

“ไม่มีปัญหา!” บิลตอบ เวลาในการสอนนี้คล้ายกับบทเรียนสาธารณะที่ต้องเสียผลึกเวทมนตร์ แต่นี้เป็นการสอนแบบตัวต่อตัว มันจึงเป็นค่าตอบแทนที่ยุติธรรมสำหรับบิล

 

หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรย์ลินก็ไปห้องบิลและทำการสอนเนื้อหาในหัวข้อวิชากายวิภาคศาสตร์ หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเขาจึงกลับไปที่หอพักของเขา

 

เรย์ลินกำลังถือผลึกเวทมนตร์เล่นอยู่บนมือพร้อมพยักหน้าของเขา “บิลรู้วิธีการจัดการกับตัวเองและตอนนี้เขาก็จ่ายเงินล่วงหน้ามาแล้วด้วย!”

 

เรย์ลินปลดถุงผ้าสีดำที่เอวออกมาและเทสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา


ผลึกเวทมนตร์สี่ก้อนล่วงหล่นออกมาและกระเด้งอยู่บนเตียง

 

“ฉันเป็นนักเวทย์หน้าใหม่และเพิ่งจะได้ศึกษาไปเพียงครึ่งเดือน นอกจากบิลและเพื่อนบางคน ยังไม่มีใครเชื่อในความสามารถของฉัน ฉันเพิ่งจะได้รับผลึกเวทมนตร์เพียง 2 เม็ด หนทางมันยังอีกไกล!”

 

“หึ! มันเป็นเรื่องยากที่จะได้รับผลึกเวทมนตร์จากการสอนพิเศษและมันยังใช้เวลานานอีกด้วย รุ่นพี่เมอร์ลินได้รับผลึกเวทมนตร์ไวกว่าฉันถึงสิบเท่าจากการขายยาท่ีเขาปรุงขึ้น!”

 

สำหรับจอมเวทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงยาค่อนข้างหาได้ยากในกลุ่มจอมเวทย์ทั้งหลาย การจะเป็นที่หนึ่งในสายนี้ต้องมีการลงทุนที่สูง อย่างไรก็ตามหลังจากที่ประสบความสำเร็จแล้วพวกเขาจะสามารถทำเงินได้ในจำนวนมหาศาล

 

“เกือบแล้ว! ฉันมีความรู้สึกว่าฉันจะได้เป็นนักเวทย์ระดับ 1 ในคืนนี้ หลังจากที่พัฒนาไปเป็นนักเวทย์ระดับ 1 ฉันจะสามารถเคลื่อนย้ายอนุภาคพลังงานต่างๆในอากาศได้ ทั้งยังสามารถต้านทานรังสีชั่วร้ายที่อยู่รอบๆในสถาบันและลองทำการปรุงยาขั้นพื้นฐานได้อีกด้วย!”

 

ตาของเรย์ลินกระพริบเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่นานนักเขาก็ค้นพบผลึกเวทมนตร์บนเตียง มันทำให้เขาได้สติและยับยั้งชั่งใจดึงตัวเองกลับมาจากสิ่งที่กำลังเพ้อคิดอยู่ จากนั้นเขาก็ทำการนั่งบนเตียงและเริ่มทำสมาธิ

 

อากาศในห้องเงียบลงและมีเพียงเสียงลมหายใจของเรย์ลินเท่านั้นที่ส่งเสียงออกมา

 

หน้าอกของเรย์ลินยุบและพองตามจังหวะลมหายใจของเขา มีเพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยใต้เปลือกตา

 

หลังจากผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง จุดแสงสีดำหลายจุดถูกแผ่ออกจากหน้าผากของเรย์ลินราวกับหิ่งห้อย

 

แสงสีดำเหล่านี้ลอยอยู่รอบๆเรย์ลินและสุดท้ายก็ลอยเข้าไปในปากของเขา มันดูน่าขนลุกเล็กน้อย

 

“ฟู่ววว…….”

 

หลังจากที่แสงสีดำเหล่านั้นเข้าไปในร่างกายของเรย์ลิน มันทำให้เขารู้สึกสั่นสะท้าน กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุกและมีเหงื่อขนาดใหญ่เท่าลูกปัดไหลออกมาตลอด และไม่นานนักเขาก็กลับมาสงบเช่นเดิม

 

หลังจากเวลาผ่านไปเรย์ลินก็เปิดตาขึ้น

 

“ในที่สุดฉันก็ก้าวขั้นสู่นักเวทย์ระดับ 1 สักที! ด้วยระยะเวลาครึ่งเดือนถือว่าฉันทำได้ช้ากว่าพวกนักเวทย์เกรด 4 เล็กน้อยสินะ”

 

“จริงๆแล้ว ฉันควรจะได้เป็นนักเวทย์ระดับ 1 ตั้งแต่ห้าวันก่อน แต่ฉันต้องหยุดการพัฒนาเพื่อรักษาระดับพลังจิตวิญญาณให้คงที่ มันจึงเป็นเรื่องยากที่ก้าวไปสู่ระดับ 1 ในเวลานั้น!”

 

หนึ่งเหตุผลที่เรย์ลินต้องยืดเวลาออกไป นั้นก็เพราะเขาต้องการจะรักษาระดับพลังจิตวิญญาณของเขาให้คงที่และการทำเช่นนี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้เวลา

 

โดยปกติแล้วสำหรับนักเวทย์เกรด 3 หากทำการฝึกเทคนิคการนั่งสมาธิ พวกเขาจะต้องใช้เวลากว่าหนึ่งเดือนในการก้าวสู่การเป็นนักเวทย์ระดับ 1

 

ระยะเวลาครึ่งเดือนนั้นวัดได้ว่าเป็นนักเวทย์เกรด 4 เรย์ลินไม่ต้องการที่จะทำการทดสอบใดๆในกรณีอื่นๆที่อาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้น เขาจึงทำทุกขั้นตอนอย่างมีระเบียบอย่างที่เอไอชิปแนะนำ หากไม่มีเอไอชิปเขาอาจจะล้มเหลวในการเป็นนักเวทย์ระดับ 1 ในครึ่งเดือน และมันอาจจะส่งผลร้ายต่อตัวเขาตามมาอีกด้วย!

 

เนื่องจากเอไอชิปได้เปลี่ยนผ่านมิติเข้ามา ดังนั้นมันจึงรวมเข้ากับวิญญาณของเขาและไม่สามารถแยกออกจากกันได้

 

“จากการประเมินของเอไอชิป ระดับพลังจิตวิญญาณของนักเวทย์ระดับ 1 จะมีมากกว่าผู้ใหญ่ปกติเป็นเท่าตัว ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าเหล่าพลังจิตวิญญาณนี้จะมีชีวิตในตัวมันเองและมีพลังที่สามารถดึงดูดอนุภาคพลังงานในอากาศได้อย่างแรงกล้า!”

 

เรย์ลินเหยียดมือของเขาออกและชั้นแสงสีดำได้ห่อหุ้มรอบแขนเขาราวกับลูกอมห่อกระดาษ นอกจากนี้มันยังให้ความรู้สึกเย็นเล็กน้อย

 

“ฉันมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบของธาตุมืดมากที่สุดและก็เลือกที่จะพัฒนาในเส้นทางพลังธาตุมืดนี้ นี่คือแผนการตั้งใจจะทำนานแล้ว ส่วนพลังงานธาตุไฟและธาตุอื่นๆ ฉันแค่ฝึกฝนมันบางส่วนเพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต!”

 

“แปะ!!”

 

เรย์ลินดีดนิ้วอยู่หลายครั้ง มันมีแสงสีฟ้าจางๆปรากฎขึ้น

 

สิ่งที่ตามมาจากแสงสีฟ้าคือไอน้ำซึ่งมันทำให้เสื้อผ้าของเรย์ลินเปียก

 

“นี่คล้ายกับการอาบน้ำเลย!” เรย์ลินยิ้มและจากนั้นก็มีแสงสีแดงปรากฎขึ้น

 

ในขณะที่ร่างกายของเรย์ลินถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีแดงมันช่วยระเหยน้ำออกไปจากตัวเขาอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนตอนนี้ภายในห้องจะชื้นขึ้นเล็กน้อย

 

“หลังจากที่กลายเป็นนักเวทย์เต็มตัว ฉันสามารถใช้อนุภาคพลังงานเหล่านี้ในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย มันช่างเป็นอะไรที่สะดวกจริงๆ!”

 

เรย์ลินตะโกนอีกครั้งและถามว่า “เอไอชิปได้บันทึกกระบวนการก่อนหน้านี้หรือไม่ “

 

[บี๊บ! บันทึกเรียบร้อย กรุณาใส่ชื่อ!]

 

“การใช้อนุภาคของธาตุน้ำและธาตุไฟอย่างง่าย!”

[บี๊บ! การเปลี่ยนชื่อเสร็จสิ้นการจัดเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลเรียบร้อย]

 

ด้วยความช่วยเหลือของเอไอชิป เรย์ลินสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ถึงทักษะในการใช้อนุภาคพลังงานต่างๆ สำหรับการเป็นนักเวทย์ระดับ 1

 

เรย์ลินยิ้ม และในขณะที่เขากำลังจะยืนอยู่ เขาก็รู้สึกเวียนหัวขึ้น

 

“ฉันใช้พลังจิตวิญญาณมากเกินไป!” เรย์ลินตระหนักถึงเหตุผลที่เขาหน้ามืดและยิ้มอย่างขมขื่น “พลังจิตวิญญาณของนักเวทระดับ 1 ยังอ่อนแอเกินไปสำหรับการที่จะใช้อนุภาคพลังงานต่างๆในชีวิตประจำวัน ฉันต้องไปให้ถึงระดับ 3 เป็นอย่างน้อยจึงจะทำเรื่องแบบนั้นได้”

 

เรย์ลินนวดขมับของเขา “ฉันนั่งสมาธิไปแล้ว เพราะงั้นคงต้องเข้านอนเพื่อเป็นการเติมเต็มพลังจิตวิญญาณ”

 

เขารีบเข้านอนและหลับสนิทในที่สุด

 

….

 

เช้าวันรุ่งขึ้นเรย์ลินตื่นมาพร้อมกับความแข็งแรงที่เต็มเปี่ยมในและมุ่งหน้าไปยังห้องทดลองของศาสตราจารย์ครอฟท์

 

“โอ้? การเคลื่อนไหวของพลังงานนี่มัน…?”

 

ครอฟท์ที่กำลังตกใจและมองยังเรย์ลินทันทีที่เดินเข้ามา “เรย์ลินเจ้าทะลวงผ่านแล้ว!”

 

“ครับ!” เรย์ลินตอบด้วยท่าทีที่อ่อนน้อม

 

“นี่มันเพิ่งผ่านไปเพียงยี่สิบวันหลังจากที่เจ้าเริ่มฝึกการทำสมาธิ ดูเหมือนจะเป็นนักเวทย์เกรดสามที่โดดเด่น มันเกือบจะเทียบเท่ากับเหล่านักเวทย์เกรดสี่เลยด้วยซ้ำ”

 

ครอฟท์ยิ้มด้วยความพอใจ

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: