ตอนที่ 38 นิสซ่า

 

Nae แปล

 

เรย์ลินรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องปกปิดเรื่องที่เขาต้องการจะขายยานอกสถาบันอีกแล้ว

 

เหล่านักปรุงยาคนอื่นๆ ก็คิดเช่นนั่นเหมือนกันแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเรย์ลินจะขายยาได้มากมายขนาดนั่น

 

เขาต้องปกปิดตัวตนเรื่องการขายยาของเขา แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

 

“นักเวทย์ในสถาบันฉลาดกันจริงๆที่ลดราคายาลง” บิ๊กกี๊บ่นขึ้นพร้อมส่ายหัวของเธอ “ทำไมเธอไม่ทำอย่างรุ่นพี่เมอร์ลินหล่ะ เขาทำสัญญากับตระกูลจอมเวทย์ด้วยการให้วัตถุดิบปรุงยามาฟรีๆและซื้อยาทั้งหมดที่เขาปรุงออกมา!”

 

“ฉันชอบอยู่อย่างอิสระน่ะ!” เรย์ลินตอบพร้อมส่ายหัว เขารู้เกี่ยวกับสิ่งที่เมอร์ลินทำมาเล็กน้อย เมอร์ลินได้ทำสัญญากับตระกูลจอมเวทย์ตระกูลหนึ่ง โดยทางตระกูลนั่นจะจัดการหาวัตถุดิบปรุงยามาให้เมอร์ลินเป็นจำนวนมากเพื่อฝึกปรุงยาชนิดต่างๆและก้าวเข้าสู่จอมเวทย์อย่างเป็นทางการ แต่หลังจากที่เมอร์ลินได้เป็นนักเวทย์ระดับ 3 แล้วเขาต้องปรุงยาและจัดส่งให้แก่ตระกูลนี้ทุกเดือน นอกจากนั่นยังต้องเข้าร่วมตระกูลเมื่อเขากลายเป็นจอมเวทย์อย่างเป็นทางการได้สำเร็จ

 

นี่คือสิ่งที่ตระกูลจอมเวทย์ทั้งหลายมักจะทำกับพวกนักเวทย์ระดับต้นๆ

 

หากไม่มีเอไอชิปเรย์ลินอาจเลือกทำในแบบเดียวกับเมอร์ลิน หรือแย่กว่านั่นเขาอาจจะไม่มีตระกูลจอมเวทย์ใดๆสนใจในตัวเขาเพราะไม่มีเอไอชิปฝีมือของเขาคงกระจอกน่าดู

 

“บิ๊กกี้ ถ้าฉันจำไม่ผิดเธอมาจากอาณาจักรพูลฟิลนี่นา ที่นั่นพอจะมีตลาดหรือสถานที่ไหนที่ให้ราคาดีๆบ้างไหม” เรย์ลินถาม

 

“มีแน่นอนสิ! แต่ที่นั่นเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างจะซับซ้อน มีเหล่านักเวทย์และผู้ลี้ภัยเป็นจำนวนมาก เพราะงั้นมันจึงวุ่นวายและอันตรายมาก!”

 

“ฉันรู้น่า ไม่ได้ไปด้วยตัวเองสักหน่อย ฉันจะว่าจ้างใครสักคนเพื่อทำงานให้” เรย์ลินกล่าว

 

“ในพื้นที่ภารกิจของสถาบัน เหล่านักเวทย์ยังแจกจ่ายภารกิจที่มีค่าตอบแทนเพียงพอกับคริสตัลเวทย์อีกด้วยและยังจ่ายล่วงหน้าอีก”

 

“ใช่แล้วแหล่ะ! เรื่องคำถามของเธอ ฉันจะส่งข้อมูลฉบับคัดลอกไปให้ที่ห้องทีหลังนะ” บิ๊กกี้ตอบหลังจากที่คิดบางอย่างได้

 

“ขอบคุณเธอมากจริงๆนะ! ครั้งต่อไปฉันจะเป็นฝ่ายเลี้ยงข้าวที่โรงอาหารชั้นสองเอง!” เรย์ลินตอบอย่างกระปรี้กระเปร่า


“ได้สิ!” บิ๊กกี้ยิ้มจนดวงตาทั้งสองข้างโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว

 

……


วันเวลาผ่านไป เรย์ลินทำการวิเคราะห์รูปแบบเวทมนตร์ได้สองบทด้วยการช่วยเหลือจากเอไอชิป เขาทั้งยังเริ่มค้นคว้าเกี่ยวกับเวทมนตร์ระดับ 0 ที่สามารถปกปิดพลังงานหรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาเพิ่มเติม


บิ๊กกี้ได้ส่งข้อมูลเรื่องตลาดเวทมนตร์ของอาณาจักรฟูลฟิลมาให้นานแล้ว แต่เรย์ลินยังไม่กล้าที่จะออกไปจากสถาบันจนกว่าเรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้นภายนอกจะถูกแก้ไข


โรงอาหารระดับสามสามารถกินทุกอย่างได้ฟรี เรย์ลินกำลังกินอาหารกับบิล อาหารวันนี้ประกอบไปด้วยขนมปังขาวกับซุปปลา แล้วยังมีสเต็กกับน้ำผลไม้อีกด้วย  

 

“อะไรนะ? เพอรี่ตายแล้ว? เขาเป็นนักเวทย์ระดับ 3 เลยนะ!” เรย์ลินกล่าวพร้อมตกใจเล็กน้อย แพรี่คือนักเรียนเกรดห้าและมีที่ปรึกษาที่ดี สี่ปีที่ก่อนเขาก้าวขึ้นมาเป็นนักเวทย์ระดับ 3 และถือได้ว่าเป็นคนที่มีอิทธิพลในสถาบันพอสมควร

 

“นั่นก็ใช่! เขาตกลงรับภารกิจสำรวจสิ่งผิดปกติภายนอกสถาบันและแม้แต่นักเวทย์ทุกคนในกลุ่มของเขาล้วนเป็นนักเวทย์ระดับ 3 ทั้งหมด” สีหน้าของบิลเริ่มหมองลง

 

“ด้วยรูปแบบการจัดกลุ่มแบบนี้ มีเพียงระดับจอมเวทย์เท่านั่นที่จะฆ่าเพอรี่ได้” เรย์ลินตั้งข้อสงสัย เพอรี่ต้องนำอุปกรณ์เวทย์ไปด้วยแน่นอน และเขายังเป็นนักเวทย์ระดับ 3 ที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง ไม่นับเรื่องพลังความสามารถ เขายังมีอุปกรณ์ป้องกันชีวิตที่ปรึกษาของเขาให้มานั่นอีก แต่ในตอนนี้นักเวทย์คนนั้นได้ตายไปแล้ว นั่นทำให้เรย์ลินเริ่มกลัวอันตรายภายนอกสถาบันขึ้นไปอีก

 

“ฉันได้ยินมาว่าตอนที่เจอศพของเพอรี่ ท่อนล่างของเขาไม่เหลืออยู่แล้ว อวัยวะภายในถูกกินจนเกลี้ยง นั่นต้องเป็นฝีมือของพวกอมนุษย์แน่ๆ”

 

“อมนุษย์หรอ?” เรย์ลินนึกถึงเนื้อหาที่เคยอ่านเจอในหนังสือ ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงอธิบายถึงที่มาของเหล่าอมนุษย์พวกนี้ไว้สองแบบ หนึ่งพวกนี้คือพวกที่เกิดมาจากการทดลองที่ผิดพลาดของเหล่าจอมเวทย์ และสองพวกนี้เรียกกันว่าเป็นมนุษย์อีกสายพันธุ์ย่อย

 

ถึงอย่างนั้นแหล่งอ้างอิงทั้งสองที่กล่าวถึงสัตวมนุษย์พวกนี้ ล้วนระบุเอาไว้ว่าพวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายและเจ้าเล่ห์

 

“ปกติพวกมันอยู่ในที่ราบแห่งความสิ้นหวังไม่ใช่หรอ? ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้? ทั้งยังโจมตีใส่เหล่านักเวทย์อีก พวกมันไม่รู้หรอว่านี่จะทำให้เกิดการปลุกระดมขึ้น?” เรย์ลินงงเล็กน้อย

 

“ในหัวสมองของพวกมันมักจะมีแต่ขี้เลื่อยใครจะไปรู้ว่าพวกมันคิดยังไง แต่พวกมันไม่น่าจะกล้าตอแยพวกจอมเวทย์ ไม่อย่างงั้นต้องพบกับจุดจบอย่างแน่นอน” บิลเสริม

 

ทุกครั้งที่เหล่าจอมเวทย์ของสถาบันออกไปข้างนอก เส้นทางพวกเขาจะเจออุปสรรคหรือเกิดเหตุการณ์แปลกๆขึ้น นี่ดูเหมือนว่าพวกอมนุษย์จะทำการวางแผนเผื่อเอาไว้ล่วงหน้า

 

อย่างไรก็ตามอมนุษย์พวกนี้มักจะโจมตีเข้าใส่เหล่านักเวทย์ที่พวกมันพบเจอ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พวกนี้จะชอบเล่นกับคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอกว่า

 

“พวกเขาคงไม่ดื้อรั้นที่จะออกไปอีกนาน! เพอรี่เป็นศิษย์คนโปรดของศาสตราจารย์ฮารอสซี่ ใบหน้าของศาสตราจารย์ดูไม่ดีและกังวลเรื่องข้อบกพร่องต่างๆ ฉันคิดว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างแน่!” บิลพูดอย่างมั่นใจ

 

หนึ่งเหตุผลที่ทางสถาบันป่าเวทมนตร์อบิซอลโบนไม่ได้ทำการกวาดล้างเหล่าอมนุษย์ให้หมดไป นั่นก็เพราะว่าหากเทียบกับเหล่าจอมเวทย์แล้วพวกมันถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอและไม่เป็นภัยคุกคามใดๆต่อสถาบัน ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เหล่านักเวทย์ทั้งหลายได้ทำการฝึกเวทมนตร์เวทมนตร์และพัฒนาประสบการณ์ของตัวเองด้วยการสู้กับเหล่าอมนุษย์พวกนี้ แต่สถานการณ์ตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วหลังจากที่มีนักเวทย์ในสถาบันได้ตายเพราะน้ำมือของอมนุษย์

 

เรย์ลินรู้สึกว่าเรื่องนี้มันดูมีเงื่อนงำบางอย่างมากกว่านั้น ทั้งยังรวมถึงเรื่องเห็ดหน้าแมงมุมที่เขาได้เจอก่อนหน้านี้อีก เขารู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดต้องมีใครบงการอยู่เบื้องหลังเป็นแน่

 

‘แต่ยังไงก็ตามไม่ใช่มีแค่เราแน่ๆที่คิดแบบนี้ ถ้าเราคิดได้คนอื่นๆ ในสถาบันก็ต้องมีคนคิดแบบเราแน่นอน แต่ทำไมมันถึงไม่มีใครพูดถึงหรือมีข่าวลือหลุดออกมาบ้างเลย?’เรย์ลินคิดในใจ

 

“สถานการณ์ในตอนนี้ยังแค่เล็กน้อย เราก็แค่ทำการเตรียมตัวรับมือเผื่อเอาไว้ก็พอ”

 

“เรย์ลิน!” เสียงดังขึ้นจากด้านหลังเรย์ลินดูวอกแวกเล็กน้อย เขาหันไปมองและพบกับกัวริชา หนึ่งในนักเวทย์ที่เดินทางมาพร้อมกับเขาและได้รับการทดสอบผ่านลูกแก้ววัดพรสวรรค์ให้อยู่ในนักเวทย์เกรด 2 ดูจากรังสีพลังงานที่กระจายออกมาจากร่างกายทำให้รู้ว่าเขายังคงเป็นนักเวทย์ระดับ 1

 

“นี่เพื่อนฉันเอง ฉันคงต้องไปก่อนนะบิล” เรย์ลินกล่าวกับบิล

 

“ไปเถอะเพื่อน!” บิลตอบพร้อมยิ้ม


“มีปัญหาอะไรรึเปล่า?” เรย์ลินเดินไปพร้อมกับกัวริชาและถามอย่างนุ่มนวล กัวริชาเป็นคนเงียบๆและมักจะถูกคาร์ลิเวียด่าทออยู่เสมอ เขาเป็นเพียงนักเวทย์เกรด 2 ดังนั่นจึงไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนคนอื่นที่เดินทางมาด้วยกันมากนัก ซึ่งการที่เขามาหาเรย์ลินในครั้งนี้ต้องมีเรื่องบางอย่างแน่นอน


“คือ….จริงๆแล้วพวกเรากำลังมีปัญหาอยู่! นายจะมากับฉันสักครู่ได้ไหม?” กัวริชาถามขึ้น

 

“ได้สิ!” เรย์ลินตอบตกลงตั้งแต่ที่เขายังไม่ได้ทำอะไร


“งั้นไปที่ห้องฉันกันเลย!” กัวริชาพาเรย์ลินไปยังห้องของตัวเอง

 

เรย์ลินมาถึงหน้าห้องหมายเลข ‘1913’ ที่นี่ค่อนข้างห่างไกลจากห้องของเขา ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาไม่เคยเจอกันบ่อยนัก

 

“เชิญด้านใน! อย่าตกใจหล่ะ” กัวริชาพูดดักทาง

 

เรย์ลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆและวางมือซ้ายลงบนกระเป๋าคาดเอวของเขา ก่อนที่จะผลักประตูและเดินเข้าไปในห้อง

 

เมื่อเข้ามาภายในห้อง กลิ่นเหม็นเน่าลอยเข้ามาปะทะจมูกเรย์ลิน ราวกับกลิ่นท่อน้ำทิ้งผสมกับซากศพเน่าเปื่อย จนเกือบทำให้เรย์ลินอ้วกออกมา

 

ขณะที่กำลังทนต่อกลิ่นเหม็นเน่า เรย์ลินก็ทำการตรวจสอบห้องของกัวริชาไปด้วย รูปแบบของห้องคล้ายกับห้องของเขาแต่ในตอนนี้มีผู้หญิงนั่งอยู่บนเตียง ข้างเธอมีร่างหนึ่งห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมสีดำ และต้นต่อของกลิ่นเหม็นเน่ามาจากร่างที่อยู่ภายในผ้าคลุมนั้น

 

“สวัสดี โดโดเรีย!” เรย์ลินจำเธอได้ เธอเป็นอีกหนึ่งคนที่เดินทางมายังสถาบันร่วมกับเรย์ลิน สำหรับระดับของเธอนั่นแย่ยิ่งกว่ากัวริชาเสียอีก เธอเป็นนักเวทย์เกรด 1 และในตอนนี้ก็ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่นักเวทยย์ระดับ 1 เลยด้วยซ้ำ

 

ส่วนร่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าคลุมดำ จากการสแกนของเอไอชิป พลังที่แผ่ออกมานั้นประหลาดนิดหน่อย บางครั้งมันแสดงค่าพลังว่าไม่ได้อยู่ในนักเวทย์ระดับ 1 บางครั้งก็แสดงค่าพลังที่สูงกว่านักเวทย์ระดับ 1 จนเกือบถึงระดับ 2 นอกจากนี้รังสีที่แผ่ออกมาจากร่างก็ดูมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ

 

“สวัสดีเรย์ลิน!” โดโดเรียยิ้มตอบ ดวงตาบวมและแดงกล่ำราวกับว่าเธอเพิ่งจะร้องไห้ออกมา


“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เรย์ลินรู้สึกว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างที่ห่อผ้าคลุมดำนั้น

 

กัวริชาตรวจสอบให้แน่ใจว่าประตูห้องปิดสนิทแล้ว เขาฝืนยิ้มและพูดกับเรย์ลิน “นายได้ทักทายโดโดเรียไปแล้วแต่ยังมีอีกหนึ่งคน นิสซ่า นายยังจำเธอได้ไหมเรย์ลิน?”


“นิสซ่าหรอ?” เรย์ลินนึกถึงกลุ่มที่เดินทางมาสถาบันด้วยกัน มีหญิงสาวตัวเล็กและเป็นนักเวทย์ฝึกหัดเกรด 1 และเธอยังเข้ากับโดโดเรียได้เป็นอย่างดี

 

“นี่คือ…” ร่างชุดดำขนาดใหญ่และปูดบวมราวกับคนอ้วนเกินขนาด รวมถึงกลิ่นเหม็นเน่าที่ฟุ้งกระจายออกมา มันช่างเป็นเรื่องยากที่เรย์ลินจะเชื่อมโยงรูปร่างของนิสซ่าในตอนนี้กับสาวร่างเล็กแสนน่ารักในอดีต

 

“นิสซ่า ถอดผ้าคลุมออกซะ! เรย์ลินไม่ใช่ใครที่ไหนนะ! นอกจากนี้เธอยังต้องให้เขาช่วยนะ!” กัวริชากล่าว


“ก็ได้!” โดโดเรียเป็นกำลังใจและนั่งอยู่ข้างๆ


หลังจากที่ฟังคำเพื่อนๆบอก นิสซ่าก็ลังเลอยู่สักพักหนึ่งและเธอจึงค่อยๆถอดผ้าคลุมออกอย่างช้าๆ


“อึก!” เรย์ลินปิดปาก ดวงตาพองโตและรู้สึกตกใจมาก

 

ในโลกนี้ยังเรียกว่าคนอยู่อีกหรือ

 

รอยแผลเป็นบนใบหน้าและมีร่องรอยการถูกเย็บหลายที่ จมูกลักษณะเหมือนหมู หัวล้าน ใบหูหายไปหนึ่งข้าง ซี่ฟันอันหยาบกร้าน ของเหลวสีเหลืองขุ่นน่ารังเกียจไหลออกมาจากปากตลอดเวลา ใบหน้าของเธอตอนนี้เหมือนกับการนำซากศพมาเย็บเข้าด้วยกัน

 

หลังจากที่มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับนิสซ่า เรย์ลินได้แต่อุทานในใจ ‘รอยเย็บวิปริต’ ตอนนี้สภาพของนิสซ่าที่ไม่ต่างจากซากศพที่ถูกเย็บเข้าด้วยกันแม้แต่น้อย


ด้วยรูปร่างอันน่าเกลียดน่ากลัวที่ปรากฎข้างหน้าเทียบกับหญิงสาวปกติทั่วไปแล้ว เรย์ลินจึงเข้าใจทันทีว่าทำไมนิสซ่าถึงต้องปกคลุมตัวเองด้วยผ้าคลุมสีดำ


“นี่….เล่าความจริงมา” ใบหน้าเรย์ลินมืดหม่น


“นายยังจำเงื่อนไขเพิ่มเติมของพวกเราหลังจากที่ทำการเลือกที่ปรึกษาได้ไหม?” กัวริชาทวนความจำ

 

“นายหมายถึง….การช่วยทำการทดลองหน่ะหรอ!” เรย์ลินตกใจ ในตอนแรกเขาคิดว่าเงื่อนไขนั่นจะเป็นข้อเสนอที่ดีมากและดีเกินไปด้วยซ้ำ แต่ในตอนนี้มันกลับกลายเป็นกับดัก!


“ใช่แล้ว! ในตอนนั้นพวกเราไม่มีผลึกเวทมนตร์เลยสักชิ้น จึงต้องทำการเลือกที่ปรึกษาด้วยการสุ่ม ซึ่งที่ปรึกษาของนิสซ่าเป็นศาสตราจารย์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง”

 

“เขาปฎิบัติกับนิสซ่าอย่างดี ไม่เพียงแต่ให้ความรู้มากมายแก่นิสซ่า เขายังบอกอีกว่าจะให้ผลึกเวทมนตร์ 1 ก้อน ในทุกๆเดือน หากเธอยอมให้เขาทดลอง” โดโดเรียกล่าวในขณะที่เช็ดน้ำตาของเธอไปด้วย

 

“สามวันก่อน นิสซ่าโดนพิษจากรังสีเวทมนตร์จากการทดลองและเธอก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่นั้น” กัวริชากล่าวอย่างเศร้าหมอง

 

‘การทดลองมนุษย์สินะ?’ เรย์ลินคิดขึ้นในใจ เขารู้มาว่าในสถาบันแห่งนี้มีจอมเวทย์หลายคนที่ทำการทดลองมนุษย์อย่างลับๆ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาเหล่านั่นจะไม่ค่อยทดลองกับเหล่านักเวทย์ตรงๆ

 

“แม้ว่าจะมีอัศวินและคนทั่วไปจำนวนมากที่เขานำมาทดลอง แต่นักเวทย์มีความต้านทานต่อเวทมนตร์สูงที่สุด!” นิสซ่าเปิดปากพูดขึ้น น้ำเสียงเธอหงุดหงิดราวกับหญิงชราและเธอยังถือแหวนโลหะไว้ด้วย

 

“ใช่แล้ว!” กัวริชากล่าวต่อ “แค่ก แค่ก….ฉันก็ติดพิษมาด้วยเหมือนกันจากการทดลองของศาสตราจารย์ของฉัน แม้ว่าตอนนี้ฉันจะยังไม่กลายสภาพ แต่อีกไม่นานฉันจะต้องกลายเป็นเหมือนนิสซ่าแน่ๆ…”

Facebook Comments