พ่อมดแห่งโลกเวทมนตร์ ตอนที่ 8 พันธมิตร

ตอนที่ 8 พันธมิตร

@nae แปล

Keepwalk เกลา

 

“เวลาของที่นี่ไม่ได้แตกต่างไปจากโลกเดิม!”

 

เรย์ลินคิดในใจ  ขณะที่กำลังยุ่งอยู่กับนาฬิกาสร้อยคอในมือของเขา

 

นาฬิกาสร้อยคอเรือนนี้มันถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีต  ภายในประกอบไปด้วยเฟรมชิ้นเล็กๆอยู่ถึง 24 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นจะถูกแทนด้วยเวลา 1 ชัวโมง

 

เรย์ลินไม่เพียงแต่รีดไถเอาดาบกางเขนมาจากพวกลูกกระจ๊อกของโอวริน  แต่เขายังขู่เอาเหรียญทอง มามากกว่าพันเหรียญและสำหรับนาฬิกาสร้อยคอเรือนนี้ก็ได้มาจากขุนนางอ้วนตัวน้อยคนหนึ่ง

 

นี่ถือเป็นการได้แก้แค้นระหว่างตระกูล  ตระกูลดอร์แลนของโอวรินนั้นเป็นตระกูลจากอาณาจักรเบอร์บอนซึ่งเป็นอาณาจักรที่ห่างไกลกับดินแดน วิสเคาท์ จอห์น นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลนี้ยังถือเป็นศัตรูกัน

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการที่จะได้เป็นจอมเวทนั้นยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย2-3ปี  แม้แต่การส่งจดหมายไปมาในแต่ละเมืองก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็2-3 ปี เช่นกัน

 

เรย์ลินนึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างสองตระกูลว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก่อนที่จะโยนมันออกไปจากหัว

 

“เหตุการณ์ในครั้งนี้มันทำให้เราได้ประโยชน์มากจริงๆ!  นอกจากจากจะได้ผลึกเวทมนตร์ที่ถือเป็นสกุลเงินของพวกกลุ่มจอมเวทแล้ว  มันยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการที่จะได้เป็นผู้ใช้เวทย์! ”  เรย์ลินคิดในใจขณะที่มองดูผลึกเวทมนตร์ที่อยู่บนมือเขา มันทำให้รู้สึกเย็นมือ

 

จากการคำนวณค่าพลังที่เอไอชิปแนะนำ  ผลึกเวทมนตร์มีพลังงานบางอย่างที่น่าเหลือเชื่อ  แม้พลังงานที่ปล่อยออกมาจะมีเพียงเล็กน้อย  แต่มันก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อร่างกายด้วยการฟื้นฟูรางกายให้ดียิ่งขึ้น

 

“แต่ว่า!  นับตั้งแต่เรื่องที่สามารถล้มคนอย่างโอวรินได้แพร่กระจายออกไป  ทุกคนต่างมองฉันเปลี่ยนไปจากเดิม  หรือจะบอกว่าคนในโลกนี้เคารพผู้ที่แข็งแกร่งอย่างนั้นสินะ?”

 

มันผ่านมา 2 วันแล้วกับเหตุการณ์ครั้งนั้น  ข่าวการต่อสู้ของเรย์ลินและโอวรินได้แพร่กระจายไปทั่วในเหล่าขุนนางวัยรุ่นที่เดินทางมาด้วยกัน

 

โดยเฉพาะฉากที่เรย์ลินหักแขนโอวรินพร้อมกับยิ้มเยาะเย้ยไปด้วย ดั่งปีศาจที่กำลังบ้าคลั่ง ถือเป็นฝันร้ายอันน่ากลัวของเหล่าขุนนางวัยรุ่นพวกนั้นอีกด้วย  

 

หลังจากที่โอวรินกลับมาเขาได้ซ่อนตัวอยู่ในรถม้าพร้อมกับความเจ็บปวดของเขาและไม่ยอมออกไปไหน  ส่วนขุนนางคนอื่นพวกเขารู้สึกหวาดกัวต่อเรย์ลินมาก  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเห็นเรย์ลินพวกเขาจะวิ่งหนีไปทันที

 

“นี่!  เรย์ลินนายสนใจจะมาร่วมสนุกกับฉันไหม?”  ขุนนางสาวจากในรถม้าคันเดียวกันเดินเข้ามาหาเรย์ลินเอ่ยปากขึ้น

 

เธอสวมชุดขุนนางแบบโปร่งใสพร้อมกับสวมถุงเท้ายาวบนขาอันเรียวงามของเธอ มีลักษณะคล้ายกับถุงน่องในโลกเดิมของเขา  ซึ่งมันทำให้เธอดูมีเสน่ห์และน่าหลงใหลอย่างมาก

 

วัฒนธรรมและประเพณีของโลกนี้ ผู้ที่แข็งแกร่งจะได้รับการเคารพและยกย่อง  ตอนนี้เรย์ลินรู้สึกได้ทันทีว่าบรรยากาศภายในรถม้าดีขึ้นมาก  และคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ต่อต้านหรือรังเกียจเขาเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว

 

เรย์ลินยังได้รับคำเชิญชวนจากเหล่าขุนนางสาวอีกหลายคน

 

สำหรับขุนนางสาวที่เข้ามาหาเรย์ลินคนนี้  เธอนั้นอยู่ในรถม้าเดียวกับเรย์ลินและมีชื่อว่า  ลิลิธ

 

“ขอบคุณนะ!  แต่เพื่อนของฉันกำลังมาแล้ว!”  เรย์ลินปฏิเสธอย่างเกร็งใจ

 

“โอ้วววว! นี่ฉันถูกปฏิเสธหรอเนี่ย!  แต่ฉันจะมาหาเธออีกแน่เรย์ลิน  รู้ไหมว่าตอนนี้ ทั้งจัสมินและขุนนางสาวอีกหลายคนสนใจในตัวเธอเหมือนกัน!”

 

ลิลิธ  ขุนนางสาวที่มีขาอันเรียวยาวยิ้มให้เรย์ลิน พร้อมเชื้อเชิญเรย์ลินด้วยการยกกระโปรงด้านข้างขึ้น โค้งคำนับแล้วก็เดินจากไป

“เด็กสมัยนี้มันช่างโตกันไวจริงๆ!”  เรย์ลินคิดในใจพร้อมยิ้มอย่างขมขื่น

 

“ฮ่าๆ  ดูนี่สิ  ฉันเห็นอะไร?  นายท่านเรย์ลินของพวกเราได้รับคำเชิญจากเหล่าขุนนางสาวกี่คนแล้วเนี่ย ”  มีเสียงพูดดังขึ้น

 

“ฉันจะหาคำใดมาเปรียบกับนายในตอนนี้ดีนะเรย์ลิน?  ‘ราชสีห์ทองคำ’  ดีไหม  นี่เป็นชื่อที่เหมาะกับนายและมันจะโด่งดังไปทั่วให้เหล่าขุนนางสาวในรถม้าได้รู้จักและเรียกร้องหานาย”  เรย์ลินเหลือบมอง

 

“นายไม่หนีฉันเหมือนเหล่าขุนนาง (ผู้ชาย) คนอื่นนี่  นายไม่กลัวฉันรึไง?” เรย์ลินหันไปพูดกับจอร์จที่กำลังเดินเข้ามา

 

“เรื่องของนายกำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในคณะเดินทางของพวกเรา  ตอนนี้มีขุนนางสาวหลายคนที่สนใจในตัวนายนะเรย์ลิน  อย่างแม่สาวลิลิธคนเมื่อกี้นี้ก็ไม่เลวเลย  ฉันมั่นใจได้เลยว่าถ้านายลองเปิดใจให้นางสักหน่อย  รับรองว่านายจะได้ครอบครองหัวใจของเธอภายใน 3 วันอย่างแน่นอน”  จอร์จพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน

 

“แต่จะยังไงก็ตาม  ฉันต้องขอแสดงความยินดีกับนายด้วยที่สามารถแก้แค้นได้สำเร็จ” จอร์จกล่าวพร้อมโยนแก้วในมือเขาไปให้เรย์ลิน

 

เขาเปิดจุกที่ทำจากไม้โอ๊คออกจากขวด  เรย์ลินสัมผัสได้ทันทีถึงกลิ่นของผลไม้ผสมกับแอลกอฮอล์ที่ฟุ้งกระจายออกมาจากขวด “นี่คือ ไวน์แอปเปิ้ล!  ฉันไม่ได้เมามา 2-3 เดือนแล้ว”

 

“เรื่องสำคัญไปกว่านั้น!  มาดื่มให้กับการเป็นเพื่อนของพวกเรา  มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะกับการต้องปกปิดสถานะการเป็นเพื่อนกับนายมาจนถึงตอนนี้น่ะ” จอร์จเปิดขวดไวน์และเทมันใส่แก้วของพวกเขาทั้งสองคน

 

“ดื่มให้แก่ความเป็นเพื่อนของเราเรย์ลิน  เชียสสสสส”

 

“เชียสสสส”  เรย์ลินยิ้ม  พวกเขาชนแก้วกัน  เสียงแก้วที่ชนกันดังชัดเจนไปทั่วในบริเวณนั้น

 

“อ่อแล้วก็  ขอบคุณมากนะจอร์จ”  เรย์ลินกล่าว

 

สำหรับจอร์จ  เขามีคุณสมบัติครบทุกอย่างในการที่จะได้รับเลือกเป็นอัศวิน  และเขายังเป็นหัวหน้ากลุ่มของเหล่าขุนนางวัยรุ่นที่ร่วมเดินทางมาในคณะเดินทางนี้อีกด้วย  จริงๆแล้วสำหรับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ถ้าเขาคิดจะเข้าไปหยุดเหตุการณ์ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา  

 

แต่เพราะเขาเข้าใจถึงอารมณ์และความรู้สึกของเรย์ลินเป็นอย่างดี เขาจึงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้และปล่อยให้เรย์ลินจัดการ เขาเองยังแอบช่วยฝึกสอนเรย์ลินเพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งอย่างลับๆ  นอกจากนี้จอร์จยังต้องคอยปกปิดความสัมพันธ์ในการเป็นเพื่อนกับเรย์ลินด้วย  เพื่อไม่ให้โอวรินเข้ามาวุ่นวายจนทำให้เสียสมาธิในการฝึกฝนการพัฒนาความแข็งแกร่งของพวกเขา สรุปง่ายๆก็คือจอร์จคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่ช่วยเหลือให้เรย์ลินสามารถแก้แค้นโอวรินได้สำเร็จ

 

สิ่งที่จอร์จทำนับเป็นสิ่งที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง

 

เรย์ลินสัมผัสได้ถึงความเอาใจใส่อย่างเต็มที่รวมถึงการเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้อื่นจากจอร์จ

 

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเอาชนะใจเหล่าขุนนางคนอื่นๆแม้แต่น้อย  แต่มันก็สามารถเปลี่ยนใจและขับเคลื่อนพวกเขาได้จริงๆ  บางทีการได้เป็นราชสีห์ทองคำ  รวมทั้งได้เป็นหัวหน้าของกลุ่มเฟอร์เซ่  ก็อาจจะไม่เลวนะ”  เรย์ลินคิดมันขึ้นในใจ

 

“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก!  พวกเราต่างก็เป็นสมาชิกของกลุ่มเฟอร์เซ่  จะให้ฉันอยู่เฉยกับการที่นายโดนคนจากฝั่งเหนือรังแกได้ยังไง”  จอร์จตอบพร้อมหัวเราะ  เขากระดกแก้วไวน์ที่อยู่ในมือและดื่มจนหมดแก้วในครั้งเดียว

 

“น่าเสียดาย!  ตอนนี้เราเดินทางเข้ามาลึกและลึกเข้าไปอีกในสถานที่รกร้างแห่งนี้  เรายังไม่ได้เจอเมืองใหญ่ ๆ มานานแล้ว  สิ่งของต่างๆเริ่มหายากและเสบียงอาหารก็เริ่มน้อยลงขึ้นทุกที! “

 

จอร์จนึกถึงรสชาติของไวน์แอปเปิ้ลที่เขาดื่มมันเข้าไปทีเดียวจนหมดและจนรู้สึกเสียดาย

 

“ดี!  งั้นเรามาจัดงานเลี้ยงบาร์บีคิวกันเถอะ  เพื่อฉลองให้แก่กลุ่มเฟอร์เซ่ของพวกเรา  นายสนใจจะมาแจมด้วยกันไหม?”  


จอร์จกล่าวคำชักชวนเรย์ลิน

 

“แน่นอน!  ฉันเอาด้วย”  เรย์ลินยิ้มพร้อมตอบรับ  สำหรับกลุ่มเฟอร์เซ่นั้น ต้องเป็นบุคคลที่มีเชื้อจากตระกูลขุนนางชั้นสูงเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าร่วมได้

 

มีคนกล่าวไว้ว่า  ‘ในบางครั้ง  คนที่แข็งแกร่งอาจก็อาจถึงคราวอ่อนแอลงได้  การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับคนๆนั้น’

 

ในค่ำคืนที่มืดมิด  บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาวและส่องแสงสว่างลงมาปกคลุมผืนดิน

 

ภายในแคมป์หนึ่ง  มีกลุ่มของวัยรุ่นหนุ่มสาวนั่งอยู่ด้วยกันเป็นวงกลมล้อมรอบกองไฟ  พวกเขาต่างหยอกล้อและหัวเราะชอบใจกันอย่างมีชีวิตชีวา

 

หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาหลายเดือน  พวกเขาทุกคนล้วนสนิทสนมกันมากขึ้น

 

“มานี่!  เรย์ลิน  ฉันจะแนะนำให้นายรู้จักพวกเรา  คนนี้คือ ยาฟรอน ผู้สืบเชื้อสาย วิทเคาท์นอเมียร์”

 

“ยินดีที่ได้รู้จัก!  ข้าได้ยินเรื่องของท่านมาเยอะเลยทีเดียวเกี่ยวกับจัดการกับโอวรินได้อย่างอยู่หมัด!” ยาฟรอนยื่นมือออกมาทักทายพร้อมยิ้มให้แก่เรย์ลิน

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ!” รอยยิ้มที่จริงใจปรากฏขึ้นบนในหน้าของเรย์ลินพร้อมกันกับที่เขายื่นมือไปจับมือของ ยาฟรอน

 

“และนี่คือสองพี่น้อง เกวน และ กิวริธ  พวกเขาทั้งสองเป็นแฟนคลับของนายเลยหละ!” จอร์จพาเรย์ลินเดินรอบกองไฟเพื่อแนะนำให้รู้จักกับเหล่าขุนนางวัยรุ่นที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้

 

“ยินดีที่ได้รู้จัก!  ท่านเรย์ลิน!”  ทั้งสองดูตื่นเต้นที่ได้พบกับเรย์ลิน  ดวงตาของพวกเขาเป็นสีฟ้าดั่งน้ำทะเล  พวกเขายังมีเสียงที่เหมือนกัน  และพวกเขาก็หน้าแดงเพราะกำลังเขินอายกับการได้เจอกับเรย์ลิน

 

“ยินดีที่ได้รู้จัก  ท่านหญิงคนสวย!  นับเป็นเกียรติอย่างสูงที่ข้าได้พบกับพวกท่าน!”  เรย์ลินวางมือลงบนหน้าอกและทำความเคารพพร้อมกล่าวทักทาย

 

หญิงสาวทั้งสองเขิลอายและวิ่งออกไป  ทำให้จอร์จรู้สึกเซ็ง

 

“นายนี่มันเหลือเกินจริงๆ!  นายโชคดีขนาดไหน! ทั้ง 2 คนนั้นสนใจในตัวนายนะ!  พวกเขาเป็นฝาแฝด เป็นแฝด! เลยนะเว้ยเห้ยเรย์ลิน!”  จอร์จพูดขึ้นพร้อมออกอาการลุกลี้ลุกลนด้วยความเสียดายแทนเรย์ลินที่ไม่สนใจเหล่าหญิงงามที่เข้ามาทักทาย

 

“โอเค โอเค! แต่ฉันว่ามันถูกต้องแล้วที่ปฏิเสธไปแบบนั้น นายอย่าลืมจุดประสงค์หลักในการจัดงานเลี้ยงครั้งนี้สิ  และเราก็ไม่ได้จัดมันขึ้นเพื่อมาหาคู่นอนนะ”  เรย์ลินกล่าว

 

เรย์ลินสามารถยับยั้งความต้องการในเรื่องอย่างว่าของเขาไว้ได้  แม้ว่าที่จริงแล้วเขาก็ไม่อยากที่จะพลาดโอกาสจากสองสาวฝาแฝดนั้นไป  แต่ในสถานการณ์ตอนนี้มันมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า

 

“ดีที่นายมองเห็นถึงจุดนั้นได้!”  รอยยิ้มบนใบหน้าของจอร์จหายไปและมันถูกแทนที่ด้วยการสีหน้าของผู้นำ

 

เขาเดินออกไปกลางวงพร้อมช้อนเงินที่อยู่มือของเขา

 

“ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลาย!  ขออภัยในการรบกวนพวกท่านสักครู่  แต่ได้โปรดหันมาทางนี้!”

 

จอร์จค่อนข้างเป็นที่เคารพในหมู่ขุนนางวัยรุ่นเหล่านี้  ทุกคนที่อยู่รอบๆ ต่างหยุดทำกิจกรรมที่กำลังทำอยู่และหันมาตรงบริเวณกลางวงที่จอร์จกำลังยืนอยู่

 

“อย่างแรก!  ฉันขอต้อนรับเพื่อนใหม่ที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงของพวกเราในครั้งนี้!  ขอต้อนรับท่านเรย์ลิน! ”  จอร์จประกาศเสียงดังพร้อมตบมือ

 

เสียงตบมืออันดังก้องดังขึ้น มาจากเหล่าขุนนางทุกคนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น

 

เรย์ลินยืนขึ้นพร้อมกับทักทายผู้คนเหล่านั้น

 

“เอาหละ!” จอร์จผายมือเขาบ่งบอกให้หยุดลง เขาเริ่มพูดต่อ “ฉันเริ่มก่อตั้งกลุ่มนี้มาเพื่อรับประกันว่าผู้ใช้เวททุกๆคนจากกลุ่มพันธมิตรเฟอร์เซ่จะอยู่รอดปลอดภัยไปจนถึงสถาบันเวทมนตร์และกลายเป็นท่านจอมเวทที่น่าเคารพ ในช่วงเวลานี้ โปรดตามมาเถอะสหายทุกท่าน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราพร้อมที่จะกำจัดมันไปด้วยกัน!”

 

จอร์จพูดด้วยใบหน้าเคร่งขึมเล็กน้อยด้วยน้ำเสียงดุดัน บรรยากาศโดยรอบกลายเป็นเงียบราวป่าช้า มีเพียงเสียงจอร์จที่ดังขึ้นในอากาศ

 

“ตอนนี้คณะเดินทางของพวกเราใกล้ออกจากป่าและเข้าสู่จุดที่เรียกว่าที่ราบแห่งความตาย นี่เป็นด่านสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้และเป็นจุดที่อันตรายที่สุด!”

 

“ที่ราบแห่งความตาย”  เรย์ลินรู้สึกประหลาดใจและลองค้นหามันจากความทรงจำเดิมของเขาทันที

 

ความทรงจำที่ได้รับจากเอไอชิป  รายงานว่าในทวีปของเรย์ลินเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่มาก เต็มไปด้วยอาณาจักรหลายแห่ง ยังมีอีกหลายอาณาจักรที่ไม่มีชื่ออยู่เต็มไปหมด

 

เดิมทีกลุ่มเฟอร์เซ่ที่เรย์ลินอยู่นั้นมาจากทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแห่งนี้  และดูเหมือนว่ากลุ่มเฟอร์เซ่จะเป็นคณะเดินทางที่มีแต่นักเรียนกลุ่มแรกที่ทำอะไรแบบนี้  พวกเขาเดินทางไปยังตอนเหนือของทวีป ผ่านอาณาจักรมามากมายหลายแห่ง  และตอนนี้พวกเขาก็ได้เดินทางถึงตอนเหนือของทวีปแล้ว

 

มีข่าวลือว่าหลังจากที่เดินทางผ่านสถานที่รกร้างแห่งนี้ไปได้จะได้พบกับมหาสมุทอันกว้างใหญ่อยู่ตรงหน้า

 

สำหรับที่ราบแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เดินทางลำบากมีทางเดินที่แคบ เต็มไปด้วยอันตรายและอุปสรรคทุกรูปแบบ  และที่นี่เคยเป็นสถานที่ต้องขังของนักโทษอีกด้วย ถือเป็นสถานที่ที่ถูกตัดออกไปจากโลกภายนอก  มีข่าวลือมาว่าที่นี่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายทุกชนิด  แม้แต่กลุ่มโจรที่โหดร้ายยังไม่กล้าเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้  ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านนั้นเต็มไปด้วยซาพศพของเหล่าทหารรับจ้าง  นักผจญภัย  และแน่นอนว่ารวมถึงซากศพของคณะเดินทางอื่นๆอีกด้วย

 

และแน่นอนเพื่อที่จะผ่านมันไป  ‘ที่ราบแห่งความตาย’  ที่แสนอันตรายไปได้การเดินทางในครั้งนี้พวกเขาจึงมีเหล่าจอมเวทเดินทางมาด้วย

 

“พวกเรายังได้รับการคุ้มครองจากเหล่าอัศวินผ้าคลุมดำและอัศวินผ้าคลุมขาว  พวกเราจะสามารถผ่านการเดินทางอันแสนโหดร้ายนี้ไปได้อย่างแน่นอน”  ขุนนางอ้วนคนหนึ่งพูดขึ้น  พร้อมกับขุนนางคนอื่นที่เห็นด้วยก็ส่งเสียงตามกันมา  

 

“ที่เจ้าพูดมันก็ถูก!  พวกเราได้รับการคุ้มครองจากทั้งเหล่าพ่อมดและอัศวิน  ซึ่งแน่นอนว่ามันช่วยเพิ่มโอกาสที่จะทำให้การเดินทางของพวกเรานั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  แต่หากไม่มีพวกเขาหรือถ้าพวกเขาไม่สามารถที่จะคุ้มกันพวกเราได้ตลอด พวกเราต้องตายแน่ๆ  มันอาจจะเป็นข้าหรืออาจจะเป็นพวกท่านก็ได้  พวกเราต้องการให้มันเป็นแบบนั้นงั้นหรอ?”  จอร์จกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

“ไม่…ข้าไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น!”  ขุนนางอ้วนตะโกนตอบกลับอย่างอายๆและนั่งลงอย่างสงบ

 

“ใช่แล้ว!  จงอย่าลืมว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเราคือการไปถึงยังสถาบันเวทมนตร์ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับมหาสมุทร เพื่อที่พวกเราจะได้กลายเป็นจอมเวทที่ยิ่งใหญ่  แต่ตอนนี้บททดสอบแรกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว  จากข้อมูลที่ท่านพ่อของข้าให้มานั้น  จำนวนคนที่ตายจากคณะเดินทางอื่นๆที่ต้องการเดินทางไปยังสถาบันเวทมนตร์ มีเยอะมากในการผ่านที่ราบแห่งความตายแห่งนี้”

 

จอร์จ  เผยถึงข่าวร้ายให้ทุกคนได้ฟัง

 

“เรา…..เราควรทำอย่างไรดี?”  ขุนนางหนุ่มสาวคนอื่นๆต่างพากันตื่นตระหนกกับสิ่งที่จอร์จพูด พวกเขายังมองมาที่จอร์จด้วยสีหน้าคาดหวังว่าเขาอาจจะมีแผน

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: