บทที่ 9 เข้าสู่ที่ราบ

@nae : แปล

keepwalk : เกลาสำนวน

 

“แน่นอน เราจัดตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาก็เพื่อการนี้นี่หละ!” จอร์จพูดเสียงดังขึ้น

 

“เราได้คุยเรื่องนี้กับคนอื่นๆในคณะเดินทางไว้แล้ว  และเราจะแลกเปลี่ยนตำแหน่งรถม้ากับพวกเขาด้วยเพื่อให้สมาชิกที่อยู่ในกลุ่มเฟอร์เซ่ได้มาใช้รถม้าอยู่ใกล้ๆกัน!  และที่สำคัญเราได้รับอนุญาตจากเหล่าอัศวินผ้าคลุมดำแล้วด้วย!”

 

“เหล่าขุนนางผู้ชายจะต้องรับหน้าที่คุ้มกันรถม้าของคณะเดินทาง  นี่ถือเป็นการได้ช่วยแบ่งเบาภาระของเหล่าอัศวินผ้าคลุมดำอีกต่อนึง  แน่นอนว่าข้าได้ใช้เงื่อนไขนี้เป็นข้อแลกเปลี่ยนในการต่อรองกับพวกเขา  ส่วนพวกผู้หญิงให้ดูแลในส่วนของการขนย้ายของและหน้าที่ทำความสะอาดรถม้า!”

 

“สำหรับอาวุธพวกผู้ชายไม่ต้องเป็นห่วง  ข้าได้เตรียมอุปกรณ์ต่อสู้ไว้เพียงพอสำหรับทุกคน รวมถึงธนูและหน้าไม้ด้วย”

 

จอร์จชี้แจงถึงแผนของเขาให้ทุกคนฟัง

 

สมาชิกทุกคนเริ่มปรึกษาหารือกันและเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้

 

“โอเค พวกเราตกลง!”

 

สำหรับตำแหน่งหัวหน้าทีมคุ้มครองนั้นตกเป็นของจอร์จอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เขาเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากกว่าใครๆ

 

เครื่องเขาเริ่มร้อนแล้ว! จอร์จนำเอกสารสำหรับภารกิจออกมา

 

งานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไป  แต่ก็เห็นได้ชัดว่าความสนุกเริ่มที่จะหายไปแล้ว

 

“ตอนแรกฉันคิดเอาไว้ว่าจะหาดาบให้นายสักเล่ม แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มันไม่จำเป็นแล้ว”  จอร์จถือถ้วยน้ำเดินไปยังเรย์ลิน  พร้อมชี้ไปที่ด้ามดาบที่คาดอยู่ตรงเอวของเขา

 

“นายบอกว่าที่ผ่านมา คณะเดินทางผ่านเข้ามาในที่ราบแห่งความตายนี้จะมีคนตายเป็นจำนวนมากทุกครั้งมันเป็นเรื่องจริงหรอ?”  เรย์ลินถาม

 

“แน่นอน อย่างดีที่สุดก็ยังมีคนตายให้เห็นอย่างน้อยหนึ่งหรือสองคน แต่หลายครั้งที่ได้ยินจะมีคนตายอย่างน้อยสิบคนเลยทีเดียว!”  จอร์จยักไหล่  “นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงต้องลงทั้งเงินทั้งแรงของตัวเอง เพื่อสร้างกลุ่มเฟอร์เซ่ของเราที่จะสลายตัวเมื่อถึงปลายทางทำไมกัน?”

 

“ไม่ว่านายวางแผนจะทำอะไร  มันก็มักจะให้ผลประโยชน์ที่ดีเสมอสินะ!”  เรย์ลินหัวเราะชอบใจ

 

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม หากทุกคนสามัคคีกันร่วมมือกัน โอกาสที่จะมีชีวิตรอดก็จะยิ่งสูงขึ้น หากจอร์จมีส่วนที่สามารถทำให้ทุกคนมีชีวิตรอดจากการเดินทางในครั้งนี้  แน่นอนว่ามันย่อมส่งผลต่อต่อตัวเขาและตระกูลของเขา แน่นอนว่าถ้าหากมีใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มได้กลายเป็นจอมเวท  นั้นยิ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก

 

แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีผู้รอดชีวิตเลยก็ตาม  มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเขา จริงไหม?

 

“นอกจากนายจะมีฝีมือดาบที่ยอดเยี่ยมแล้ว  นายยังมีสติปัญญาที่ฉลาดหลักแหลมอีกด้วย!” จอรจพูดด้วยสายตาที่เป็นประกาย

 

“พ่อฉันเคยบอกไว้ว่าคนเราถ้ามีความตั้งใจและพยายามก็สามารถทำได้ทุกอย่างเช่นกัน”

 

“ถึงอย่างนั้นแล้วนายจะช่วยฉันไหมเรย์ลิน?”  จอร์จกล่าวพร้อมยื่นมือออกไป

 

“ตามคำขอเลยเพื่อน!” เรย์ลินหัวเราะพร้อมจับมือกับจอร์จ

 

….

 

สิ่งที่เรย์ลินตอบรับคำขอของจอร์จไม่ได้เป็นเพราะเขาคล้อยตามคำพูดเขา  แต่เรย์ลินได้ทำการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบจึงตอบออกไป

 

เรย์ลินไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายที่ซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งนี้  เพราะฉะนั้นแล้วการร่วมมือกันจึงเป็นข้อเสนอที่ดีและเหมาะสมกันทุกฝ่าย

 

ฮู้ววววววว

 

อากาศในตอนนี้เริ่มหนาวเย็น  ลมหายใจแต่ละครั้งจะมีไอน้ำออกมา  ลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาเปรียบเสมือนโดนใบมีดเฉียนเข้าที่หน้า เรย์ลินได้กลิ่นหอมของใบหญ้า

 

“นี่มันก็ 15 วันแล้วสินะ  ที่เราเดินทางเข้ามาในที่ราบแห่งความตายนี้!”

 

เรย์ลินมองไปที่รถม้าของคณะเดินทางและพบว่ามีร่องรอยความเสียหายเกิดขึ้นบนรถม้านั่นทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ  

 

มันเป็นร่องรอยของเส้นตรงสามเส้นเกิดขึ้นราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นจากกรงเล็บของสัตว์ร้ายในครั้งเดียว

 

“ที่ราบแห่งความตายเป็นที่ที่อันตรายสำหรับคนทั่วไปโดยแท้จริงแม้แต่เหล่าเตรียมอัศวินก็ยังไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับความอันตรายเหล่านี้ไหว!”

 

หลังจากที่เข้ามาในสถานที่แห่งนี้  ทางคณะเดินทางได้เพิ่มจำนวนอัศวินในการคุ้มกันเหล่าขุนนางมากขึ้นแต่ก็ยังมีคนตายให้เห็นอยู่ดี

 

สำหรับร่องรอยกรงเล็บบนรถม้าเกิดขึ้นจากฝูงหมาป่าที่เข้ามาโจมตี  เมื่อพวกมันมาถึงก็ได้ทำการล้อมคณะเดินทางเอาไว้และเข้าจู่โจมใส่รถม้าร่วมกันทั้งฝูง  แม้ว่าในเหตุการณ์นี้จะไม่มีใครตายก็ตาม  แต่มันก็ทำให้เรย์ลินรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่พวกมันทำ

 

ตั้งแต่นั้นมาพวกเด็กๆก็ไม่กล้าออกมานอกรถม้าและพยายามที่จะนอนให้หลับภายในรถม้าอย่างเดียว!  แต่ถึงแม้กระนั้นยังมีบางส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ

 

ใบหน้าของเรย์ลินเริ่มหมองลง

 

แม้จะมีเหล่าอัศวินคอยดูแลพวกเขาอยู่ แต่ก็ยังมีขุนนางบางคนที่ต้องการออกไปนอกรถม้าเพราะความอยากรู้อยากเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้ล้วนอันตรายทั้งสิ้น

 

มีเด็กคนหนึ่งโดนกัดจากแมลงพิษและตายทันทีในขณะที่เขาก้าวออกไปจากรถม้า

 

“จากข้อมูลที่ได้จากเอไอชิป สารพิษจากแมลงชนิดนี้จะเข้าไปทำลายสมองภายใน 13 วินาทีหลังจากที่โดนกัด นั่นไม่มีวลาพอที่จะทำการรักษา  แม้แต่เหล่าจอมเวทชุดขาวก็ยังทำได้แต่ดูเด็กคนนั้นตายต่อหน้าต่อตา….”

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์ฝูงหมาป่าครั้งนั้น เหล่าขุนนางจะออกมาจากรถม้าเมื่อยามจำเป็นเท่านั้น แต่เนื่องจากขนาดของรถม้าที่มีขนาดเล็กทำให้ต้องแบ่งพื้นที่ให้เหล่าขุนนางอัดเข้าไปอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมากและทำให้เกิดกลิ่นอับไม่พึงประสงค์ขึ้นภายในรถม้า

 

และเพื่อที่จะไม่ต้องไปอึดอัดอยู่กับกลิ่นอับภายในรถม้า เรย์ลินจึงขออาสาเป็นคนขับรถม้าโดยสารเพื่อที่จะออกมารับอากาศอันบริสุทธิ์อยู่ข้างนอก

 

แม้การออกมาอยู่ด้านนอกจะดูอันตรายยิ่งกว่าอยู่ภายในรถม้าแต่ในความจริงแล้วมันกลับปลอดภัยมากกว่าเพราะมีอัศวินนั่งอยู่ถัดไปจากเขา

 

สำหรับทักษะการบังคับรถม้าหน่ะหรอ?  เรย์ลินได้ฟังคำสอนจากอัศวินเพียงไม่นานขขณะที่เอไอชิปได้บันทึกทุกๆอย่างของเขา

 

“ฟ้ากำลังมืด! ทุกคนเข้าไปในรถม้าแล้วนอนซะ!”

 

มีเสียงดังขึ้นมาจากข้างหน้าและรถม้าทุกคันได้จอดสนิท

 

ไม่เพียงแต่การเดินทางในตอนกลางคืนนั้นเป็นเรื่องที่อันตราย  แต่มันยังหมายถึงว่าม้าก็จะไม่ได้พักเลยเช่นกัน  แน่นอนว่าถ้าพวกมันไม่ได้พักเลยมันก็จะตายลงในที่สุด  และถ้าเป็นอย่างนั้นทุกอย่างก็จะยิ่งแย่เข้าไปอีก

 

“นายขับรถม้าได้ค่อนข้างดีเลย!”  อัศวินข้างๆ กล่าวชมเรย์ลินด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

 

“ขอบคุณสำหรับคำชมครับท่าน!”  เรย์ลินพยักหน้า

 

เมื่อเขากลับเข้าไปในรถม้าอีกครั้ง เรย์ลินได้เปิดประตูรถม้าออกมาพร้อมกับกลิ่นอับที่ตีเข้ามาที่จมูก เขาขมวดคิ้วเข้าหากันและรู้สึกเวทนากับสิ่งที่เขาได้เห็นในตอนนี้ ภาพของเหล่าขุนนางที่เขาเห็นมันช่างน่าหดหู่ใจ

 

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์โดนโจมตีครั้งนั้น ไม่มีขุนนางคนใดสีหน้ามีความสุขเลย  ภายในรถม้ามีแต่บรรยากาศที่เศร้าหมอง  นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเรย์ลินจึงไม่ชอบอยู่ภายในรถม้า

 

“เรย์ลินนายกลับมาแล้ว!”  เด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาทักทายพร้อมยิ้มให้เรย์ลิน

 

“อ่า…ใช่แล้ว!” เรย์ลินนั่งลงและมองไปรอบ ๆ ก่อนที่จะหยิบขนมปังแห้งขึ้นมากิน

 

ขนมปังที่ถูกเคี้ยวอยู่ในปากให้ความรู้สึกเหมือนเคี้ยวทราย  ถึงแม้จะมีรสชาติแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกลืนมันลงไป

 

แต่เรย์ลินก็สามารถกลืนมันได้ในที่สุด ความรู้สึกเหมือนเขากำลังพยายามเคี้ยวทราย  จนต้องรีบหยิบกระติกน้ำออกมาและกระดกตามเข้าไปเป็นจำนวนมาก  หลังจากทุกอย่างรวมเข้าไปในท้องของเขาแล้วเขาจึงได้แต่ถอนหายใจ

 

ตั้งแต่เข้ามาในที่ราบแห่งความตายนี้ เสบียงอาหารก็เริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ  แม้ว่าเหล่าขุนนางทั้งหลายจะมีเงินทองมากมายแต่มันไม่มีร้านค้าขายของตั้งอยู่เลย  สถานการณ์ในตอนนี้มันยิ่งยากลำบาก  และเงินเหรียญของเหล่าขุนนางก็ไม่ได้มีค่ามากไปกว่าก้อนหิน

 

“เรย์…เรย์ลิน สถานการณ์ในตอนนี้เป็นยังไงบ้าง  และเราต้องเดินทางกันอีกกี่วันกว่าจะออกจากที่ราบสุดเลวร้ายนี้ไปได้?”

 

หลังจากที่เรย์ลินกินขนมปังเสร็จขุนนางหนุ่มก็ได้ถามขึ้น

 

คำถามที่ขุนนางหนุ่มผู้นี้ถามเรย์ลินนั้นชัดเจนว่าเป็นคำถามที่ทุกคนในรถม้าอยากรู้คำตอบเหมือนกัน  ทั้งยังเป็นคำถามที่ดึงดูดความสนใจให้ทุกคนในรถม้าหันไปมองที่เรย์ลินกันหมด

 

“ในขณะที่ขับรถม้า ข้าได้ถามเรื่องนี้กับอัศวินไปแล้ว  ตอนนี้เราเดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว  ถ้าการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นคาดว่าเราน่าจะถึงชายฝั่งได้ในอีกครึ่งเดือน”

 

“ห้ะ! โถ่วพระเจ้า ยังเหลืออีกตั้งครึ่งเดือน?  ฉันไม่สามารถทนมีชีวิตแบบนี้อีกต่อไปแล้ว!”  ขุนนางหนุ่มผู้นั้นขยี้หัวตัวเองพร้อมบ่นไปด้วย

 

“เฮ้! สู้หน่อยคาสซ่า  ถ้านายมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกครึ่งเดือน นายก็จะไปถึงที่หมายแล้ว  ผลไม้ที่หวานฉ่ำ ขนมปังที่หอมกรุ่นจากเตาอบ  และยิ่งไม่ต้องพูดเตียงนุ่มๆและห้องน้ำแสนสบายที่กำลังรอนายอยู่!”  แม้ว่าเรย์ลินจะช่วยพูดให้กำลังแก่คาสซ่า  แต่นั้นดูเหมือนเป็นการปลุกกำลังใจตัวเองมากกว่าเจ้าหนุ่มคาสซ่านั้นเสียอีก

 

ต๊อง! ต๊อง!

 

เกิดเสียงที่เป็นจังหวะดังขึ้นในขณะที่ประตูรถม้าถูกเปิดออก  เผยให้เห็นถึงร่างของจอร์จที่กำลังยืนอยู่หน้าประตู  เขาใส่ชุดเกราะอัศวินพร้อมกับกำลังถือดาบยาว  เขาดูเป็นอัศวินที่องอาจมากทีเดียว  “เฮ้  สุภาพบุรุษ!  สุภาพสตรี!  ช่วงเวลาพักของพวกท่านมาถึงแล้ว!  ถ้าพวกท่านต้องการที่จะยืดเส้นยืดสายก็ขอให้ออกมาข้างนอก  แต่หากว่าไม่แล้วนั้นก็โปรดอยู่แต่ข้างในรถม้า  เพราะข้างนอกในเวลานี้มันอันตรายมาก ….”

 

ภายในรถเริ่มมีการถกเถียงกัน  ทุกคนเริ่มหันหน้ามองกันและตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับสิ่งที่จอร์จพูด  ก่อนที่จะมีหญิงสาวไม่กี่คนหน้าแดง พวกเธอมองหน้ากันด้วยสายตาและเดินลงจากรถม้าโดยสาร

 

เรย์ลินยักไหล่ของเขาก่อนจะคว้าดาบลุกออกไป  “ไปกันเถอะ!”

 

สำหรับสมาชิกของหน่วยอารักขานั้นมีหน้าที่ดูแลเหล่าขุนนางสาว ทั้งยังต้องคอยระมัดระวังอันตรายต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นและต้องเป็นคนที่คอยบอกให้เหล่าอัศวินตามมาช่วยแก้ปัญหาถ้ามีอะไรคับขัน

 

“ฉัน…..ฉันจะไม่ไปไหนในเวลานี้!”  คาสซ่าพูดออกมาในขณะที่ตัวยังสั่น

 

“ไม่เป็นไร  ถ้างั้นฉันไปก่อนนะ!”  เรย์ลินตอบคาสซ่าพร้อมเดินออกจากรถม้า

 

เรย์ลินเหยียบลงบนพื้นหญ้าด้านนอก ที่นี่มีทัศนียภาพโดยรอบที่สวยงามสุดลูกหูลูกตา  หากว่ามันไม่มีเรื่องอันตรายคงเป็นอีกหนึ่งสถานที่โปรดปรานของเรย์ลินแน่ๆ

 

“สวยงามอะไรเช่นนี้!” จอร์จพูดขณะที่เขากำลังดูพระอาทิตกำลังตก

 

“สวยจริงๆ แต่มันแฝงไปด้วยอันตราย!”  เรย์ลินพึมพำ

 

“ความอันตรายมีอยู่ทุกที่นั่นแหละเพื่อน! ความเจ็บปวด ความอดอยาก สงคราม โลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยความอันตราย สำหรับพวกเราแล้วสถานที่แห่งนี้ถือเป็นที่ที่สามารถพรากชีวิตของพวกเราไปได้อย่างง่ายดาย แต่กับพวกจอมเวทที่นี้ไม่ได้ต่างอะไรไปจากสวนดอกไม้หลังบ้าน”  จอร์จพูดกับเรย์ลินพร้อมดึงดาบออกมา

 

“นายกำลังจะบอกฉันว่าตราบใดที่เราแข็งแกร่ง เราก็จะได้รับทั้งอิสรภาพและความปลอดภัยอย่างงั้นหรอ?”

 

“ใช่แล้ว! นายลองดูอย่างคาสซ่าสิ เขาสูญเสียความกล้าไปหมดแล้ว เขาไม่มีจิตวิญญาณอันแกร่งกล้าที่จะเผชิญอันตรายที่อยู่บนเส้นทางสายนี้แล้ว  และถึงแม้ว่าเขาจะมีชีวิตรอดจากที่ราบแห่งนี้ไปจนถึงสถาบันเวทมนต์ได้ เขาคงไม่สามารถที่จะเป็นจอมเวทได้หรอก เพราะบทเรียนและอุปสรรคต่างๆที่เขาจะต้องเจอในการที่จะเป็นจอมเวทนั้นมันยากและอันตรายมากกว่าที่แห่งนี้เป็นร้อยเท่า!”

 

จอร์จโยนหินออกไป “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปกป้องสมบัติอันสวยงามเหล่านี้เอาไว้แล้ว!”

 

หลังจากที่เห็นจอร์จเดินจากไป  เรย์ลินยิ้มบนใบหน้าของเขา  “ความกล้าอย่างงั้นหรอ?  แต่สำหรับคนที่กำลังไล่ตามหาความจริงอยู่นั้น  ความละเอียดและรอบคอบต่างหากที่มันจำเป็น!”

 

“เอไอชิป เริ่มต้นทำการสแกน”  เรย์ลินคิด

 

หลังจากที่สิ้นคำสั่ง  ภาพสามมิติเริ่มปรากฎให้เห็นภายในหัวของเรย์ลิน  มันแสดงให้เห็นพื้นที่บริเวณใกล้เคียงรอบๆ

 

ภาพแผนที่ทางภูมิศาสตร์เป็นเส้นอาณาเขตสีฟ้าอ่อน ขณะที่ตรงกลางกระจุกไปด้วยดาวสีขาว ดาวสีเขาเหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์ของเหล่าขุนนางในคณะเดินทาง และดูเหมือนตอนนี้จะไม่ได้มีเพียงคนเดียวที่บาดเจ็บ

 

สำหรับเหล่าอัศวินถูกแทนที่ด้วยเส้นสีแดง หลังจากที่เอไอชิปทำการวิเคราะห์ได้บทสรุปว่าตรงนี้ที่เรย์ลินกำลังยืนอยู่นั้นเป็นพื้นที่ที่อันตราย

 

รถม้าไม่กี่คันในท้ายของขบวนเป็นรถม้าของเหล่าจอมเวทขาว  ซึ่งเรย์ลินไม่กล้าที่จะใช้เอไอชิปสแกนเพราะกังวลว่าพลังงานจะถูกตรวจจับโดยเหล่าจอมเวทและมันยังจะสร้างปัญหาให้แก่ตัวเขาเอง

 

เรย์ลินใช้เวลาไม่นานในการสแกนตรวจจับอันตรายในพื้นที่รอบๆ เพื่อหาพื้นที่ที่ปลอดภัย

 

“แม้แต่แมลงพิษตัวเล็กๆก็ไม่สามารถเล็ดลอดผ่านการตรวจจับของเอไอชิปไปได้!  ในที่สุดก็เจอบริเวณที่ปลอดภัยซักที!”

 

เรย์ลินเป็นคนที่ละเอียดและรอบคอบมาก  การกระทำเช่นนี้เพื่อเป็นการยืนยันถึงความปลอดภัยของตัวเขานั้นเอง

 

แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในสมาชิกของหน่วยอารักขา  แต่เขาก็ไม่เคยสักครั้งที่จะทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตราย

 

ด้วยความสามารถจากเอไอชิป เรย์ลินยังได้ออกคำสั่งให้แจ้งเตือนถึงสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในรัศมี 20 ลี้รอบตัวเขาและนี่เป็นการรับประกันความปลอดภัยที่ดีที่สุดตอนนี้

Facebook Comments