ตอนที่1 จากบ้าน

 

เด็กหนุ่มนามไท้จูนั่งอยู่ริมถนนของหมู่บ้านดวงตาเหม่อมองไปยังท้องฟ้า ชื่อจริงของเขาคือหวังหลิน แซ่หวังเป็นตระกูลช่างไม้ที่เป็นที่รู้จักในหมู่บ้านและมีร้านค้าสาขาอยู่มากมาย

 

บิดาของไท้จูเป็นบุตรคนที่สองของภรรยารองจึงไม่สามารถสืบทอดธุรกิจครอบครัวได้ หลังจากแต่งงานเขาได้ออกจากเมืองมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เนื่องจากฝีมือช่างที่ยอดเยี่ยม ครอบครัวของไท้จูจึงได้รับการยอมรับจากคนในหมู่บ้าน ส่งผลให้ครอบครัวไท้จู้นั้นมีอาหารการกินสมบูรณ์

 

ไท้จูเป็นเด็กฉลาดชอบอ่านและชอบคิดเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะของหมู่บ้าน ทุกๆครั้งที่พ่อของเขาได้ยินคนในหมู่บ้านชมเชยก็ต้องยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ

 

มารดาไท้จูก็รักและดูแลเขาเป็นอย่างดี กล่าวได้ว่าตั้งแต่เล็กจนโตไท้จูได้รับทั้งความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ รวมถึงความคาดหวังที่สูงในตัวเขา ในขณะที่เด็กคนอื่นทำนา เขากลับอยู่ที่บ้านเพื่ออ่านหนังสือ

 

ยิ่งเขามีความรู้มากเท่าไหร่เขายิ่งอยากออกไปสำรวจโลกกว้างนอกหมู่บ้านมากเท่านั้น ไท้จูมองข้ามหนังสือไปที่จุดสิ้นสุดของถนนก่อนจะปิดหนังสือลงและเดินตรงออกไปจากบ้าน

 

บริเวณสวน พ่อของเด็กหนุ่มได้นั่งสูบยาสูบอยู่ ผู้เป็นพ่อสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ยถามบุตรชายผู้ซึ่งเพิ่งจะเปิดประตูออกมา

 

“อ่านหนังสือไปถึงไหนแล้วละ” เด็กหนุ่มตอบไปเพียงไม่กี่คำ

 

ผู้เป็นบิดาเคาะบ้องยาสูบในมือก่อนจะลุกขึ้น

 

“ไท้จู ลูกต้องเรียนให้หนักนะ เพราะปีหน้าจะมีสอบรับราชการ ทุกคนรู้ว่าลูกต้องไปได้ไกล อย่าใช้ชีวิตทั้งหมดจมปลักอยู่กับหมู่บ้านเล็กๆนี่เลย”

 

“โธ่ เจ้าก็ไปกดดันลูกทุกวัน ข้ามั่นใจว่าไท้จูต้องสอบติดแน่นอน” ผู้เป็นมารดาเอ่ยก่อนจะเรียกสามีและบุตรชายของตนไปทานอาหารค่ำ

 

ไท้จูนั่งลงพร้อมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะเริ่มรับประทานเนื้อที่มารดาตั้งใจปรุงแต่งเป็นอย่างดี

 

“พ่อ อาสี่จะมาบ้านเราใช่ไหมครับ” ไท้จูถามขึ้น

 

“ดูจากเวลาแล้ว เขาน่าจะมาถึงเร็วๆ นี้แหละ” ผู้เป็นพ่อกล่าวก่อนจะบอกให้ภรรยาตนเตรียมอาหารสำหรับผู้มาใหม่

 

มารดาของไท้จูกล่าวขึ้นว่า “อาสี่เป็นคนที่ดีต่อพวกเรามาก ด้วยความช่วยเหลือของเขาธุรกิจขายไม้ของครอบครัวเราจึงประสบความสำเร็จ เราควรจะหาโอกาสตอบแทนเขาหน่อย” เพียงสิ้นคำ เสียงรถม้าก็ดังแว่วจากหน้าประตูพร้อมเสียงม้าที่หยุดลง ก่อนจะมีเสียงเรียก

 

“พี่สอง เปิดประตูให้ข้าหน่อย”  ไท้จูรู้สึกตื่นเต้นมาก เขาเดินไปเปิดประตูและพบกับชายวัยกลางคนยืนอยู่

 

เขายิ้มและหัวเราะพร้อมลูบหัวไท้จูก่อนจะกล่าวว่า “ไท้จูไม่ได้เจอตั้งหกเดือนโตขึ้นเยอะเลยนะ”  

 

พ่อของไท้จูกล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้ม “น้องสี่ข้าว่าแล้วว่าเจ้าจะมาตอนนี้ เข้ามาๆ ไท้จูเอาอาหารมาให้อาเขากินหน่อย” ไท้จูเข้ามาในบ้าน จัดแจงหาที่นั่งให้อาและเช็ดด้วยแขนเสื้อของเขาพร้อมส่งสายตาเป็นประกายไปที่ชายวัยกลางคน

 

ชายคนนั้นจึงพูดติดตลกว่า”ไท้จู ขยันจังเลยนะ คราวก่อนไม่เห็นขนาดนี้”

 

ผู้เป็นบิดามองไปยังบุตรชายก่อนจะยกยิ้ม “มันคงจะเป็นวิธีบ่นของไอ้เด็กคนนี้ว่าทำไมเจ้าไม่มาเร็วกว่านี้”

 

ชายวัยกลางคนเห็นดังนั้นจึงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ไท้จู อาไม่ได้ลืมสัญญาหรอกนะ”

 

เขากล่าวพร้อมดึงหนังสือสองเล่มออกมาและวางบนโต๊ะ ไท้จูตื่นเต้นมาก เด็กหนุ่มหยิบขึ้นมาอ่านทันทีราวกับมันเป็นของเล่นที่เขาชื่นชอบ ผู้เป็นมารดามองไปยังบุตรชายอย่างเอ็นดูก่อนจะหันไปถามชายวัยกลางคนว่า”เหลาซีพี่ของเจ้าเล่าเรื่องเจ้าให้ฟังเยอะเลย คราวนี้ทำไมไม่อยู่สักสองสามวันละ”

 

ชายวัยกลางคนส่ายหัวพร้อมกล่าวว่า “ช่วงนี้ข้ายุ่งกับงานในครอบครัวมาก คงต้องรีบกลับพรุ่งนี้แล้ว แต่หากทุกอย่างเสร็จสิ้นข้าจะกลับมาเยี่ยมอีก”

 

ชายวัยกลางคนส่งสายตารู้สึกผิดไปยังผู้เป็นพี่ชาย เห็นดังนั้นผู้ถูกมองจึงได้แต่เอ่ยว่า “น้องสี่อย่าไปสนใจพี่สะใภ้ของเจ้าเลย งานของเจ้าสำคัญที่สุด เราไว้พบกันวันหลังก็ได้”

 

ชายวัยกลางคนจ้องไปยังผู้เป็นพี่ก่อนจะเอ่ยถาม “ปีนี้ไท้จูอายุสิบห้าปีแล้วใช่ไหมครับ”

“ไอ้ตัวเล็กนี้จะสิบหกในปีนี้แล้ว อ่านั่นสิ สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก” เขาพูดพร้อมมองไปยังบุตรชาย

 

ผู้เป็นอาสี่หยุดคิดและพูดด้วยเสียงจริงจังว่า “พี่สอง พี่สะใภ้ มีอย่างหนึ่งที่ข้าอยากปรึกษากับพวกท่าน เหิงยั่วกำลังเปิดรับนักเรียนใหม่ ตระกูลเราสามารถเสนอชื่อได้สามคน และข้าได้รับสิทธิให้เลือก 1 คนจากในนั้น” บิดาของไท้จูนิ่งอึ้งมองไปยังผู้เป็นน้องราวกับไม่เชื่อสายตา

 

“โรงเรียนเหิ่งยั่ว? แต่นั่นมันโรงเรียนสำหรับเซียนไม่ใช่เรอะ” ชายวัยกลางคนยิ้มและกล่าวว่า

“พี่สองถึงแม้นั่นจะเป็นโรงเรียนสำหรับเซียน แต่ตระกูลเราก็มีชื่อเสียงเหมือนกันนะ ลูกชายของข้าไม่ชอบอ่านหนังสือแต่มีฝีมือดาบดี ข้าหวังว่าพวกเซียนจะยอมรับเขา มันเป็นโอกาสที่ดี แต่ข้าเห็นไท้จูมาแต่เด็ก เขามีความฉลาดชอบเรียนรู้บางทีเขาอาจจะเหมาะสมสำหรับสิทธิ์สอบเข้าโรงเรียนนั่นมากกว่า”

 

หญิงวัยกลางคนเพียงหนึ่งเดียวรู้สึกดีใจจนพูดไม่ออก ชายวัยกลางคนเอามือลูบหัวไท้จูพร้อมพูดว่า

“พี่สอง น้องสะใภ้ เดี๋ยวข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง ให้ไท้จูได้มีโอกาสเลือกอนาคตที่ดีของเขา”

 

ไท้จูรู้สึกสับสน พยายามทำความเข้าใจเรื่องที่อาและมิดามารดาของเขาได้พูดคุยกัน

 

“เซียน?อะไรคือเซียน?” น้ำเสียงแผ่วเบาของไท้จูราวกับรำพึงกับตนเอง ชายวัยกลางคนจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มอย่างเคร่งเครียด

 

“ไท้จู เซียนคือคนที่สามารถบินได้ เป็นสิ่งที่พวกเราไม่สามารถเทียบได้เลย” เมื่อเด็กหนุ่มได้ฟังดังนั้นก็เกิดรู้สึกสนใจอยากเป็นเซียน

 

บิดาและมารดาของเขาได้โค้งขอบคุณชายวัยกลางคนอย่างสำนึกบุญคุณ แต่เขากลับดึงทั้งสองขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนกล่าวว่า “พี่สองไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอกครับ มารดาของท่านได้ดูแลข้ามาแต่เล็ก ถ้าไม่มีท่านข้าคงไม่ได้อยู่มาทุกวันนี้ และไท้จูก็เป็นหลานของข้าเช่นกัน”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้เป็นพี่ก็ทำได้เพียงร้องไห้อย่างตื้นตันก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “หวังหลินลูกต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่าอาสี่ดีต่อครอบครัวเรามากแค่ไหน หาไม่แล้วบิดาจักไม่นับเจ้าว่าเป็นบุตร” ไท้จูรู้สึกตกใจ ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจถึงคำว่าเซียนมากนัก แต่การที่เห็นพ่อของเขาให้ความสำคัญกับมันมากถึงขนาดนี้ เขาจึงคุกเข่าให้อาสี่แล้วคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ชายวัยกลางคนดึงไท้จูขึ้นและกล่าวว่า “เด็กน้อย เหลือเวลาไม่มากนักสำหรับการเตรียมตัว ข้าจะมารับตอนสิ้นเดือน”

 

เย็นวันนั้น ไท้จูนอนหลับแต่หัวค่ำ หูของเขาได้ยินเสียงของบิดาและอาของเขาจากสวน บิดาของเขามีความสุขมาก ทั้งๆที่ปกติบิดาของเขาไม่ค่อยดื่มเหล้าแต่วันนี้กลับชวนอาสี่ดื่มด้วยกัน

 

“เซียน? จริงๆแล้วเซียนคืออะไรกัน?” ไท้จูตื่นเต้นมาก นี่คงเป็นโอกาสที่เขาจะได้ทำตามความฝันในวัยเยาว์ โอกาสที่จะได้ออกไปสู่โลกกว้าง!!

 

เช้าวันต่อมาอาสี่ได้จากไปแล้ว บิดาและมารดาของเขาได้พาเขาเข้าไปยังหมู่บ้าน ระหว่างทางเด็กหนุ่มได้สังเกตว่าบิดาของเขาดูหนุ่มขึ้น ดวงตาวาววับเต็มไปด้วยความสดใส เขามีความหวังยิ่งกว่าตอนที่จะให้ไท้จูสอบรับราชการเสียอีก

 

ในหมู่บ้านนั้นไม่มีความลับ กระทั่งลูกสุนัขเกิดทุกคนในหมู่บ้านยังรู้ ดังนั้นในไม่ช้าทุกคนก็ได้ทราบเรื่องของไท้จู สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา

 

“หวังเจี่ยมีลูกฉลาด ตระกูลของเขาได้เสนอชื่อให้เข้าเรียนที่เหิ่งยั่ว”

 

“ข้าเห็นไท้จูมาแต่เล็ก เขาเป็นเด็กที่ฉลาดมาก เขาน่าได้เป็นนักเรียนที่เหิ่งยั่วที่พวกเราหวังเอาไว้มากเลย”

 

“ไท้จูมีความสามารถมาก เมื่อเขาโตขึ้นเขาคงไม่ลืมพวกเราหรอกนะ”

 

คำพูดต่างๆ มากมายลอยเข้าหูของเด็กหนุ่ม ข่าวเรื่องไท้จูได้เข้าสอบเพื่อเข้าโรงเรียนเหิ่งยั่วกลายเป็นข่าวที่พูดกันไปทั่ว และทุกๆครั้งที่บิดามารดาของเขาได้ยิน พวกเขาก็จะหัวเราะอย่างดีใจ

 

ขณะที่ไท้จูเดินคนเดียวอยู่ที่หมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนล้วนเชิญเขาเข้าบ้าน ไท้จูได้กลายเป็นแบบอย่างให้เด็กๆในหมู่บ้านแห่งนี้

 

ครึ่งเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก ข่าวของไท้จูดังไปถึงหมู่บ้านอื่นแม้อยู่ห่างไปถึงแปดไมล์ ชาวบ้านต่างมาดูไท้จูและร่วมแสดงความยินดี ทุกคนที่มาได้ซื้อของขวัญมาให้ซึ่งบิดาและมารดาของไท้จูไม่มีทางเลือกจึงต้องรับมา เมื่อทุกคนกลับไปแล้วบิดาของไท้จูจึงจัดเตรียมของสำหรับตอบแทน เมื่อไท้จูได้เป็นเซียนเขาจะได้ไม่ต้องกังวลที่จะตอบแทนชาวบ้าน

 

ในเวลานี้ผู้ดีของตระกูลหวังได้รู้ว่าเหลาซีให้โควตาของเขาแก่เหลาซูแทนที่จะให้ลูกของตัวเองและร่วมแสดงความยินดีคนแล้วคนเล่า พ่อของไท้จูรู้สึกได้รับความสำคัญ เพราะหลายปีมานี้พวกเขามักจะดูถูกพ่อของไท้จู  พ่อและแม่ของไท้จูได้พูดคุยกับแขกคนแล้วคนเล่า พวกเขารู้สึกว่าได้ขจัดความทุกข์ใจที่มีมาหลายปี

นอกจากนี้พวกเขายังได้ขอให้ครูประจำหมู่บ้านช่วยเขียนจดหมายเชิญชวนไปให้คนรู้จัก ครูไม่ได้เรียกร้องทรัพย์สินอะไรเลย สิ่งที่เขาต้องการคือให้ไท้จูได้บอกคนอื่นๆ ว่าเขาเป็นผู้สอนไท้จูมา

 

แน่นอนว่าไท้จูปฏิเสธไม่ได้เพราะมันเป็นความจริง หลังจากคำเชิญชวน ตระกูลหวังได้เข้ามาเฉลิมฉลองจำนวนมากทำให้พ่อไท้จูต้องจัดโต๊ะกว่าร้อยตัวเพื่อทำการต้อนรับ ทุกคนมาเพื่อชมเชยไท้จูให้ฟังอย่างไม่หยุดหย่อน บิดาของเขาก็ได้ให้ภรรยาและไท้จูคอยต้อนรับแขกและคอยแนะนำ

 

“ท่านนี้คือปู่สามของลูก ตอนข้าออกจากครอบครัวปู่สามคอยช่วยเหลือเรามากเลย ไท้จูลูกอย่าลืมที่จะตอบแทนบุญคุณท่านละ” ผู้เป็นบิดากล่าวกับหวังหลินขณะที่เข้าไปประคองชายสูงอายุคนหนึ่ง  ชายแก่มองไปที่ไท้จูและกล่าวว่า

 

“อ่าาา เหลาอี้เวลาผ่านไปนานแล้วสินะลูกของเจ้าก็โตขึ้นมาก เด็กคนนี้คงยอดเยี่ยมมากแน่นอนหากเทียบกับเจ้า”

 

พ่อของไท้จูหน้าแดงก่อนยิ้มและกล่าวว่า “ปู่สาม ไท้จูฉลาดมาแต่เด็กแล้วแต่ได้โปรดอย่าเทียบเขากับข้าเลย เชิญทางนี้ครับ”

 

มารดาของไท้จูได้มารับช่วงคอยประคองชายแก่เดินต่อไป หลังจากชายแก่ได้ไปแล้วผู้เป็นบิดาจึงได้กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ตาแก่นั่นไม่ชอบข้าและเป็นคนไล่ข้าออกจากบ้านมาเอง แถมยังเอาความสำเร็จของเจ้ามาเสียดสีพ่อ”

 

ไท้จูพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนถามว่า “อาสี่จะมาวันนี้ไหมครับ”

 

บิดาของไท้จูส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “อาสี่ได้ทิ้งจดหมายเอาไว้บอกว่าจะไม่กลับมาจนกว่าจะถึงสิ้นเดือนจริงๆ”

 

ในเวลานั้น มีรถม้าอีกคันแล่นเข้ามา หลังจากหยุดลงชายแก่อายุราวๆ 50ปีได้เดินออกมา มองไปที่บิดาของไท้จูพร้อมถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “เหลาอี้ ยินดีด้วยนะ”

 

ผู้เป็นบิดาแสดงสีหน้าสับสนก่อนกล่าวขึ้น “พี่….”

 

ชายแก่มองไปยังไท้จูก่อนแย้มยิ้ม “เหลาอี้นี้ลูกของเจ้าใช่ไหม มันจะสอบผ่านเรอะ”

 

คิ้วของบิดาไท้จูขมวดเข้าด้วยกัน “ถึงแม้ว่าไท้จูไม่ได้แข็งแรงกว่าใครๆ แต่เขาก็ฉลาดมาแต่เด็ก มันเป็นโชคชะตาที่ทำให้เขาถูกเลือกให้มาสอบ”

 

“ก็ไม่แน่ โรงเรียนเซียนมีการคัดเลือกลูกศิษย์ที่เข้มงวดยิ่งนัก ข้ามองแล้วเด็กอ่อนนี้ไม่มีปัญญาหรอก” เสียงหยาบกระด้างดังมากจากเด็กชายอายุราวๆ 16-17 ปีซึ่งเพิ่งก้าวลงจากรถม้า ใบหน้าของเขาหล่อเหลาแต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความดูถูกอย่างชัดเจน ผู้เป้นบิดาและหวังหลินมองไปที่เขาโดยไม่พูดอะไร

 

ชายแก่หน้าเปลี่ยนสีพร้อมกล่าวว่า “หวางโจว กล้าดียังไงถึงมาหยาบคายอย่างนี้นี้คืออาและลูกพี่ลูกน้องของแกนะ หวังหลินมาทักทายกันหน่อยสิ” หลังจากพูดเสร็จเขาได้หันไปพูดกับพ่อไท้จู

 

“ลูกของข้าปากไม่ค่อยดี หวังว่าเหลาอี้คงไม่ถือโทษ แต่ว่า..” ชายแก่ชะงักก่อนเปลี่ยนเรื่องกลางคัน

 

“เหลาอี้การที่เข้ามาฝึกฝนเป็นเซียนไม่ใช่เรื่องธรรมดา เจ้าต้องเชื่อมั่นในโชคชะตา เหตุที่โรงเรียนเหิ่งยั่วให้เด็กจากตระกูลเราเข้าเรียนเพราะพวกเขาเห็นพรสวรรค์ในตัวลูกของข้าหรอกนะ”

 

บิดาของไท้จูถอนหายใจ “ถ้าลูกชายของท่านทำได้ ลูกของข้าก็ทำได้” โดยไม่สนใจคำเตือนของชายแก่

 

หวางโจวกล่าวว่า “ท่านคือท่านอาใช่ไหม ข้าแนะนำให้ท่านอย่าหวังสูงเกินไปเลย การฝึกฝนมันยุ่งยากมาก เป็นหมื่นปีถึงมีคนสำเร็จสักคน ไอ้เด็กโง่นี่กล้าดียังไงมาเทียบกับข้าผู้ถูกโรงเรียนเลือกให้เป็นศิษย์” ชายแก่มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความภูมิใจแต่ก็ทำเป็นห้ามปรามลูกของตนก่อนจะจับมือกับบิดาของไท้จูและเดินเข้าไปในงาน

 

“ไท้จู ไม่ต้องกดดันตัวเองมากนะ ถ้าเป็นเซียนไม่ได้ก็มาสอบเข้าราชการในปีหน้า” บิดาของไท้จูสะกดความโกรธและกล่าวออกมาพร้อมจับบ่าของบุตรตัวเอง

 

“ไม่ต้องเป็นกังวลท่านพ่อ ข้าจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเลือก” หวังหลินกระซิบเสียงแผ่ว ผู้เป็นบิดาตบไหล่ของหวังหลินหนักๆ พร้อมจ้องมองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

 

พวกเขาได้พบกับญาติอีกมากมายหลายคน ในที่สุดผู้เป็นบิดาของไท้จูก็เดินเข้าไปในงาน “ครอบครัวที่รักของข้า ขอบคุณที่มาถึงหมู่บ้านนี้ ข้าขอไม่พูดมากแต่ในวันนี้ลูกของข้าได้รับเลือกให้เข้าสอบที่เหิ่งยั่ว มันเป็นวันที่ข้าตื่นเต้นมากที่สุด ข้าไม่มีอะไรจะพูดนอกจากขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมฉลอง” พูดจบพ่อของไท้จูก็ดื่มเหล้าองุ่นจนหมดแก้ว

 

“เหลาอี้ ลูกของเจ้าฉลาดมาแต่เกิดแล้วไม่แปลกที่จะถูกเลือกเหมือนหวางโจว”

 

“พี่สอง ไท้จูทำเจ้าสมหวังแล้วสินะต่อไปเจ้าคงมีความสุขไม่น้อย”

 

คำชื่นชมดังมาจากทั่วทุกสารทิศแต่ก็ยังมีบางส่วนที่แม้จะแสดงความชื่นชมยินดีแต่จริงๆแล้วกลับเต็มไปด้วยความดูแคลนเช่นบิดาของหวางโจว เขามองไปยังบุตรชายของตนสลับกับไท้จูก่อนจะสำนึกขึ้นในใจว่าหากเหล่าเซียนยังไม่ได้ตาบอด ไท้จูไม่มีทางเป็นผู้ถูกเลือกอย่างแน่นอน

 

พ่อของไท้จูได้พาหวังหลินไปแนะนำที่โต๊ะต่างๆ ในวันนั้นเองพ่อของไท้จูดื่มเหล้าองุ่นไปมาก เขาไม่เคยมีความสุขอย่างนี้เลย

 

หลังจากญาติๆได้จากไปแล้ว หวางโจวได้พูดข้างหูไท้จูว่า “ไอ้โง่ อย่างแกสอบไม่ผ่านหรอก แกไม่เหมาะสมกับการเข้าเรียน” สิ้นคำเด็กหนุ่มก็จากไปด้วยรอยยิ้มดูถูกพร้อมกับพ่อของเขา

 

ไท้จูเอนหลังลงบนเตียง เด็กหนุ่มคิดอย่างคาดหวัง ข้าต้องได้เข้าเรียน ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม!

หลายเดือนผ่านไปอาสี่ของไท้จูก็ได้เดินทางมาถึง บิดาของไท้จูรีบไปต้อนรับแต่กลับพบว่าผู้เป็นน้องเต็มไปด้วยอารมณ์เร่งร้อน

 

“พี่ชาย พี่สะใภ้ ข้าอยู่นานไม่ได้ ต้องไปพร้อมไท้จูตอนเช้าพรุ่งนี้เลย ใกล้ถึงเวลาที่โรงเรียนเหิ่งยั่วจะรับนักเรียนแล้ว”

 

พ่อของไท้จูแสดงใบหน้าเสียใจพร้อมกล่าวว่า “ไท้จูไปกับลุงนะ ถ้าไม่ได้เรียนก็ไม่เป็นไรกลับมาที่บ้านได้”

 

จากนั้นแม่ของไท้จูก็ได้กล่าวว่า “เชื่อฟังอาสี่นะลูก อย่าสร้างปัญหา ความอดทนให้มากเข้าไว้ แม่จะเตรียมชุดใหม่และอาหารโปรดของลูกไว้ให้ คิดถึงลูกนะ หากสอบไม่ติดก็กลับมาหาแม่ได้” สิ้นคำผู้เป็นมารดาก็ร้องไห้ ตั้งแต่เกิดไท้จูไม่เคยออกจากหมู่บ้านเลย นี่เป็นครั้งแรกของเขา

 

อาสี่พูดอย่างสะเทือนใจว่า “ไท้จูพ่อแม่ของเจ้าหวังเอาไว้มาก พี่ชาย พี่สะใภ้ อีกไม่กี่วันจักต้องมีการเฉลิมฉลองใหญ่เป็นแน่ วันนี้อย่าเพิ่งไปที่ใด แล้วพรุ่งนี้ข้าจักพาท่านไปยังที่ที่ประกาศผล”

 

ผู้เป็นอาหนุนหลังไท้จูขึ้นไปยังรถม้า เดินไปกระซิบกับม้าก่อนที่รถม้านั้นจะเคลื่อนออกไป

 

ผู้เป็นมารดามองตามรถม้าที่ค่อยๆเลือนหายไปก่อนกล่าวว่า “คุณคะ ไท้จูไม่เคยออกไปไหนไกลเลย หวังว่าลูกคงไม่โดนรังแกนะ” มารดาของไท้จูกล่าวพร้อมด้วยดวงตาเศร้าใจ

 

“เขาโตแล้ว กำลังออกเดินทางเพื่ออนาคตที่สดใสอย่ากังวลไปเลย” บิดาของไท้จูสูบยาเข้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจลึกๆ

 

NetearST : เกลา

Keepwalk : ตรวจคำผิด

Facebook Comments