Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 114 รอคอย

ตอนที่ 114 รอคอย

Keepwalk แปล

ซินไฮ่มองซางกว้านหยุนและพูดว่า “ท่านพี่ไปทักทายผู้ส่งสาส์นจากหอคอยสวรรค์ ข้าเชื่อว่าจะกลับมาอีกไม่นานนี้”

ขณะเดียวกัน ค่ายกลส่องสว่างขึ้นอีกครั้ง ทุกคนข้างนอกหุบเขาหยุดพูดคุยและหันกลับไปมอง เถิงฮว่าหยวนกำหมัดแน่นขณะที่จ้องค่ายกลอย่างโศกเศร้า จิตใจเขาพร้อมสั่งการเมื่อหวังหลินปรากฎตัว เขาจะใช้คำสาปเพื่อเคลื่อนย้ายไปถัดจากเขาและทำให้มันรู้จักความทรมานในโลกใบนี้

ค่ายกลส่องสว่างขึ้นและคนจำนวนสิบสามคนเดินออกมา

ใบหน้าเถิงฮว่าหยวนยิ่งมืดหม่นมากขึ้นขณะที่เขาบีบวิญญาณอีกดวงในธง เขาเหยียดยิ้มในใจ “หวังหลิน หากเจ้าใจเย็นจนไม่สนใจครอบครัวเจ้าและไม่ก็ออกมาหล่ะก็ เมื่อนั้นข้ายอมรับว่าประเมินเจ้าผิดไป แต่ตราบใดที่เจ้าหนีไป เมื่อข้าได้เข้าถึงขั้นผลิดอกระดับกลาง ข้าจะเพิ่มพลังคำสาปเพื่อค้นหาเจ้าให้ได้”

เซียนข้างนอกหุบเขาเริ่มพูดคุยกันอีกครั้ง

“ข้อจำกัดการต่อสู้ครั้งนี้ประหลาดเกินไป ก่อนหน้านี้กลุ่มแรกที่ออกมามักจะมีจำนวนเยอะที่สุดและจากนั้นก็ค่อยลดลงเรื่อยๆ แต่ทำไมกลุ่มที่สองถึงมีคนมากกว่ากลุ่มแรกกัน?”

“น่าแปลก ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกมาก”

“สำนักอะไรนั่น? ใครพอรู้บ้าง ช่วยพูดเถอะ”

“นั่นสำนักเฮฮวน ข้ารู้จักแม่หนูนั่น หวางหยิง(王穎 Wáng yǐng) ตราบใดที่นังนั่นปรากฎตัวในระยะร้อยฟุต ข้าจำกลิ่นเหม็นของเธอได้…”

“ใช่แล้ว นั่นคือสำนักเฮฮวน”

ขณะที่ผู้คนพูดกันอยู่ ใบหน้าของเซียนขั้นผลิดอกสองคนของสำนักเฮฮวน เฉิงฮวนและเฉินหยวน ต่างมืดมนลง ทั้งสองมองหน้ากันส่งสัญญาณ จากนั้นก็กลับเป็นสีหน้าปกติ

เหล่าศิษย์ของสำนักเฮฮวนรีบเร่งมาทางเฉิงฮวนและเฉินหยวนด้วยใบหน้าซับซ้อน หัวหน้าศิษย์สาวรีบโยนหยกสื่อสารไปให้เซียนขั้นผลิดอกทั้งสองคนเมื่อพวกเธอมาถึง

เฉินหยวนขมวดคิ้ว เขาวางหยกบนหน้าปากตัวเองและตื่นตระหนก จากนั้นเขามองไปที่หวางหยิง “เป็นเรื่องจริงหรือ?”

หวางหยิงตอบด้วยความเคารพ “ท่านบรรพชน พวกเราเห็นมันกับตาตัวเอง”

เหล่าศิษย์ด้านหลังเธอรู้เรื่องราวที่อยู่ข้างในหยกและทั้งหมดพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

เฉิงฮวนมองทุกคนจากนั้นนำหยกจากเฉินหยวนมา หลังจากตรวจสอบหยกเป็นเวลานาน เธอก็หัวเราะเย็นเฉียบและทำลายหยกกลายเป็นฝุ่นผง

ทันใดนั้นสายตาอีกหนึ่งคู่จากสำนักดั้งเดิมมองมาทางพวกเขา เฉินฮวนและเฉิงหยวนหันกลับไปมองและเห็นซินไฮ่พยักหน้าให้

เฉินฮวนและเฉิงหยวนสังเกตปฏิกิริยาของซินไฮ่เมื่อศิษย์ของสำนักเปียวเมียวออกมาได้แต่ไม่สามารถเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าหลังจากตรวจสอบหยกไปแล้วทั้งคู่จึงรู้ได้เกิดอะไรขึ้นในนั้น

เถิงฮว่าหยวนขมวดคิ้วขณะที่มองเฉินฮวน เฉิงหยวนและซินไฮ่ ทันใดนั้นเขารู้ว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในนั้นแต่ไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น หลังจากสังเกตอยู่เล็กน้อย เขาก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าอะไรผิดพลาดดังนั้นจึงได้ทำลายวิญญาณอีกดวง

ขณะเดียวกัน ไม่เพียงแต่เถิงฮว่าหยวน แต่สำนักอื่นทั้งหมดต่างสังเกตได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาด พวกเขาไม่รู้ว่าเหล่าศิษย์พวกนั้นพูดอะไรถึงทำให้เซียนขั้นผลิดอกทั้งสามคนมีสีหน้ามืดหม่น

แม้กระทั่งตระกูลเล็กๆ สำนักขนาดเล็กและเซียนอิสระที่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติพวกนี้ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงรวมตัวกันทั้งหมดและเริ่มสนทนากัน

ทันใดนั้นท้องฟ้าได้มืดครึ้มและวงแหวนแสงหนึ่งวงปรากฎขึ้นอย่างเงียบๆ วงแหวนแสงลอยขึ้นไปใจกลางท้องฟ้าจากนั้นขยายออกเป็นรัศมีสิบเมตร มีคนสี่คนเดินออกมาจากในวงแหวนนั้น

คนด้านหน้าเป็นชายร่างอ้วนราวกับลูกบอลมีสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ขณะที่เขาปรากฎตัวขึ้น เหล่าเซียนขั้นผลิดอกทั้งหมดที่ลอยอยู่บนอากาศนั้นได้ยืนข้างเขาอย่างสุภาพ

คนผู้นี้คือผู้ส่งสาส์นของแคว้นจ้าว หลินยี่

หลินยี่หัวเราะออกมาพลันพูดขึ้น “ทุกคน ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยผู้ส่งสาส์นของแคว้นอันดับสูงกว่าเพื่อเปิดประตูสนามรบต่างแดน ข้าไม่ก่อกวนสิทธิ์ในการเข้าร่วมของพวกเจ้าหรอก โปรดสบายใจได้”

คนด้านหลังหลินยี่ทั้งสามคนคือพั่วหนานจื่อ เซียนผมขาวจากสำนักเปียวเมียว และเซียนร่างผอมจากสำนักเทียนต้าว

ทั้งสามคนมาพร้อมกันหลินยี่และร่อนลงใจกลางพื้นที่โล่ง เซียนขั้นผลิดอกทั้งหมดรีบติดตามไปและยืนอยู่ด้านข้างพวกเขา

ซินไฮ่ถือโอกาสยืนถัดจากผู้เฒ่าผมขาวและส่งคำพูดบางอย่าง ผู้เฒ่าผมขาวนี้คือผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งของสำนักเปียวเมียว นามว่า เย่เม่ย

หลังจากได้ฟังคำพูดของซินไฮ่ เขาก็พยักหน้าอย่างใจเย็น

ค่ายกลส่งแสงขึ้นอีกครั้งและคนจำนวนห้าคนเดินออกมา จังหวะที่ทั้งห้าปรากฎตัว คลื่นพลังเย็นสายหนึ่งกระจายออกมา สายตาทั้งห้าคนต่างเปื้อนเลือด พวกเขามองไปรอบๆเมื่อพบมุมหนึ่งจึงนั่งลงไป

“พวกนั้นมาจากสำนักไหนกัน?” ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอีกครั้ง

หลังจากผ่านไปเวลานานจนไม่มีใครออกมาอีก ดังนั้นทุกคนเริ่มจะเดาว่าสำนักที่ทั้งห้าคนนั้นเป็นสำนักไหน

เย่เม่ยที่ยืนด้านข้างหลินยี่หัวเราะออกมา “ท่านผู้ส่งสาส์น ดูศิษย์ของสำนักซากศพพวกนั้นสิ เต็มไปด้วยการต่อต้าน ข้าได้ยินมาสำนักซากศพมีวิชาลับที่สามารถทำให้ลูกศิษย์รวมเข้ากับหุ่นเชิดของตัวเองได้ ข้าเดาว่าทั้งห้าคนนั้นคงเรียกว่ามนุษย์หุ่นเชิดกระมัง”

หลินยี่พยักหน้าและพูดขึ้น “ทั้งห้าคนนั้นเป็นมนุษย์หุ่นเชิดจริงๆ”

ชายร่างผอมจากสำนักเทียนต้าวมองไปรอบๆและขมวดคิ้วขึ้นพลางพูดออกมา “ทำไมสหายเย่ไม่อยู่ที่นี่…”

หลินยี่ส่ายหัวและพูดขึ้น “สำนักซากศพไม่ทำตามกฎการเก็บป้ายสิทธิ์ในหุบเขาจูหมิงไว้ได้ ดังนั้นพวกเขาถือว่าไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วม หากเขาไม่มาก็ไม่สำคัญหรอก” เช่นนั้นเขามองเหล่าฝูงชนทางทิศเหนืออย่างลวกๆพลางคิดขึ้น ‘สำนักซากศพ…เวลานี้มีหลายคนที่จะเสร็จสิ้นการกลืนกินและกำลังฟื้นฟูพลังฝึกคนของตัวเอง…’ พอคิดเช่นนี้หลินหยี่หันไปทางเซียนขั้นผลิดอกของหุบเขาหวู่เฟิงทันที “หุบเขาหวู่เฟิงก็เช่นกันที่ไม่สามารถเก็บป้ายสิทธิ์ไว้ได้จึงขาดคุณสมบัติเข้าร่วม แต่กลับนำป้ายสิทธิ์ให้กับสำนักอื่น ดังนั้นสำนักแห่งนั้นจึงมีป้ายสิทธิ์สองชิ้น แต่เพราะไม่มีข้อจำกัดจำนวนการครอบครองป้ายสิทธิ์จึงไม่ผิดกฎ”

เซียนขั้นผลิดอกของหุบเขาหวู่เฟิงเป็นชายชราชุดดำ สีหน้าไม่เปลี่ยนไปขณะที่มองไปยังเถิงฮว่าหยวน

เถิงฮว่าหยวนเงียบเสียงเช่นกัน แม้ว่าเขาจะเป็นแขกคนหนึ่งของผู้อาวุโส เขายังต้องจ่ายราคามหาศาลเพื่อได้ป้ายสิทธิ์มา

ค่ายกลส่องแสงขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นหัวใจเถิงฮว่าหยวนบีบรัดขณะที่เขารู้สึกถึงคำสาปได้ เขาจ้องไปที่ค่ายกล รอให้หวังหลินปรากฎกาย จังหวะที่หวังหลินปรากฎตัวนั้น เขาจะเคลื่อนย้ายระยะไกลออกไปทันที

Facebook Comments

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: