ตอนที่ 118 สนามรบต่างแดน

Keepwalk แปล

ใบหน้าของยักษ์เผยความโลภและหัวเราะออกมา “ดีมาก ดี! เครดิตนี้จะเป็นของข้าเท่านั้น! การเก็บเกี่ยววันนี้เยี่ยมมาก เรื่องแรกข้าได้เห็นรัศมีความเกลียดชังและจากนั้นข้าก็เห็นลูกปัดอีก หลินยี่ ถ้าเจ้ากล้าเป็นศัตรูกับข้า ข้าจะสังหารเจ้าซะ!” จบคำพูด ยักษ์ตนนั้นออกมาจากก้อนเมฆ ร่างกายมันสูงมากกว่าร้อยฟุต ส่งกลิ่นอายที่เอาชนะคนได้ทั้งหมด

เสียงเปรี๊ยะดังออกมาจากร่างกายเขาขณะที่หดขนาดจนเหลือเท่าคนปกติ บนหน้าผากมีสัญลักษณ์ค้อนอยู่หนึ่งแท่ง

หลินยี่ร้องตะโกน “หึ! เจ้าหมายความว่าอะไร?”

ยักษ์ตนนั้นจ้องหลินยี่และเดินเข้าไปในวงกลม หลังจากเข้าไป มันก็สะบัดมือ ทันใดนั้นวงกลมได้กลับเป็นมังกรสองตัวพลันประตูหายไปอย่างไร้ร่องรอย ท้องฟ้าว่างขึ้นทันทีและก้อนเมฆทั้งหมดหายวับไปกับตา

ใบหน้าหลินยี่ยิ่งกลายเป็นน่าเกลียดขณะที่เขาใจเย็นมองดูเถิงฮว่าหยวนที่ยังตะลึงอยู่ เขาหัวเราะแห้งๆและจากนั้นก็หายตัวไปตามเส้นขอบฟ้า

เซียนทุกคนที่อยู่นอกหุบเขาจูหมิงจดจำเด็กหนุ่มที่กล้าหาญต่อสู้กับเซียนขั้นผลิดอก เซียนขั้นสร้างลำต้นนามว่าหวังหลินได้สลักชื่อไว้ในจิตใจทุกผู้คน

โอกาสการเข้าสนามรบต่างแดนของแคว้นจ้าวได้จากไป ไม่ว่าจะเหลือป้ายสิทธิ์อยู่เท่าไหร่ แต่เพราะเจ้าผู้ส่งสาส์นที่มาเปิดอุโมงค์ได้จากไปแล้ว ทำไมเขายังจะต้องจำเรื่องเล็กน้อยพวกนี้?

หลินยี่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวขณะที่เขาดูรายการอุปกรณ์สมาพันธ์เซียนที่เขากำลังหาด้านหน้าสายตา เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกอยากจะไอออกมาเป็นเลือด

โดยเฉพาะเมื่อเขาคิดได้ว่าลูกปัดนั้นอยู่ในแคว้นจ้าวมาโดยตลอดและเขาที่เป็นถึงผู้ดูแลแคว้นจ้าวนั้นหากเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไป มันคงเป็นเรื่องน่าอายมาก

ใบหน้าเถิงฮว่าหยวนบึ้งตึงนั่นเพราะว่าเขาไม่รู้ว่าหวังหลินตายหรือไม่ เขาเชื่อว่าหวังหลินตายแล้ว แต่กลับไม่สามารถกำจัดความรู้สึกหวาดกลัวในใจได้

ผู้คนนอกหุบเขาจูหมิงจากไปและเรื่องราวของหวังหลินถูกกระจายออกไป เซียนทุกคนในแคว้นจ้าวกระทั่งรู้จักหวังหลิน

พั่วหนานจื่อนำศิษย์กลับไปสำนักซวนต้าว มีศิษย์สตรีด้านหลังเขานามว่าหลิวเหมย เธอเห็นทุกอย่างและรู้สึกขมขื่นในใจ

เธอไม่รู้ว่าทำไม แต่เธอหลงรักหวังหลินเข้านิดหน่อยแล้ว เศษเสี้ยวนั้นไม่เพียงไม่หายไปชั่วขณะ แต่หัวใจเธอกลับคิดถึงมันทุกคืน

หวังจัวและหวังเฮ่าพึ่งจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอกหุบเขาจูหมิง ความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อหวังหลินค่อยๆหายไป

ทั้งสองคนรู้ว่าพวกเขาคงไม่กล้าต่อสู้กับเซียนขั้นผลิดอก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ยกเลิกการแก้แค้น หวังจัวและหวังเฮ่าได้ตั้งเป้าหมายว่าจะสังหารเถิงฮว่าหยวน นั่นเป็นเป้าหมายทั้งชีวิตของพวกเขา

หลังจากพั่วหนานจื่อกลับมา เขาก็ได้รู้เรื่องโศกนาฏกรรมของตระกูลหวัง ภายใต้คำขอร้องของหลิวเหมย เขาก็รับหวังเฮ่าเป็นศิษย์

หลิวเหมยรู้ว่านี่เป็นสิ่งเดียวที่เธอจะช่วยหวังหลินได้แม้เขาจะไม่รู้เรื่องนี้เลย

เถิงฮว่าหยวนกลับมาที่เมืองตระกูลเถิงด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและจากนั้นก็ปิดประตูฝึกฝน เขาสาบานว่าจะไม่ออกมาจนกว่าจะเข้าถึงขั้นผลิดอกระดับปลายได้

ทั้งแคว้นจ้าวดูเหมือนจะเงียบสงบทันที

สนามรบต่างแดนเต็มไปด้วยรอยแตกในอวกาศและลมเหล็กกล้า ในขณะนี้ มีคนหลายพันคนจากแคว้นอันดับสามหลายสิบแคว้นมาที่นี่เพื่อกวาดล้างสนามรบ

เซียนระดับสูงที่สุดที่นี่คือขั้นสร้างลำต้นระดับปลาย ด้วยระดับฝึกตนนี้ พวกเขาสามารถก้าวเดินไปโดยไม่ได้รับอันตราย แล้วเช่นนั้นเมื่อไหร่พวกเขาจะทำงานกวาดล้างสนามรบนี้ได้เสร็จสิ้น?

ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อพวกเขาเข้ามาในสนามรบต่างแดน จ้าวผู้ส่งสาส์นได้เปิดอุโมงค์ให้แต่ละเศษหยกแล้ว หยกพวกนี้จะป้องกันพวกเขาจากลมเหล็กกล้าและจะเคลื่อนย้ายกลับไปแคว้นของตนเองหลังจากนั้นห้าสิบปี

แต่การต่อกรกับรอยแยกอวกาศอันลึกลับพวกนี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ หยกพวกนี้ไม่มีพลังอำนาจเพียงพอ

สนามรบต่างแดนยังคงอันตรายอย่างมากสำหรับเหล่าเซียนขั้นสร้างลำต้นแต่หากพวกเขาระมัดระวังตัวและมีโชค พวกเขาจะยังสามารถทำให้ชีวิตมีสีสันขึ้นมาได้

พูดกันตามปกติ โอกาสรอดของสนามรบต่างแดนมีอยู่ราวๆสามในสิบส่วน

แม้ว่าจะไม่สูงนัก หากพิจารณาเหล่าวัตถุดิบทั้งหมดและสมบัติเซียนที่สามารถหาได้ระหว่างการกวาดล้าง นั่นก็ไม่เลวนัก นอกจากนี้การฝึกเซียนก็คือการท้าทายสวรรค์ ยิ่งความเสี่ยงสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งได้รับรางวัลดีดี

และใครก็ตามที่กลับจากสนามรบต่างแดนได้อย่างปลอดภัยจะมีสถานะสูงส่งในสำนัก ระดับฝึกตนที่ฝึกฝนขณะอยู่ในสนามรบต่างแดนจะเร็วกว่าการกลับไปที่สำนักตนเอง

นอกจากนี้สนามรบต่างแดนมีพลังวิญญาณหนาแน่นมาก การฝ่าฟันอันตรายหลายปีพวกนี้จะบังคับให้ระดับฝึกตนของพวกเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยพื้นฐานแล้ว ทุกครั้งที่การกวาดล้างเสร็จสมบูรณ์ จะมีคนที่สร้างแกนได้สำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีเซียนขั้นผลิดอกหลายคนเสี่ยงชีวิตมาที่นี่

ขณะนี้ในสนามรบต่างแดนที่ 67 องศาเหนือ มีชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดสีขาวประดับด้วยมีดเล่มหนึ่ง หากมองใกล้เข้าไปอีก คนผู้นี้กำลังตัดช่องว่างบนชุดเกราะบนร่างข้างๆออก เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการจะได้ชุดเกราะป้องกันตัวนี้

ชุดเกราะนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักและเต็มไปด้วยรอยไหม้ ส่วนอกของชุดเกราะมีรอยแตก เผยให้เห็นบาดแผลขนาดเท่ากำปั้น

นอกจากนั้นแล้ว บนร่างของยักษ์ได้มีรูปค้อนจางๆ หากไม่สังเกตใกล้ๆอาจจะมองไม่เห็นได้

ชายหนุ่มคนนี้ชื่อว่าหม่าเหลียง(馬良 Mǎliáng) เป็นเซียนของวิหารเทพสงคราม(戰神殿的修士 Zhàn shéndiàn de xiūshì) แคว้นฮัวเฝิน(火焚 Huǒ fén) เขาอยู่สนามรบต่างแดนมามากกว่าสามสิบปีดังนั้นจึงมีประสบการณ์มากมาย

มีเรื่องจำเป็นที่จะต้องอธิบายสักเล็กน้อย ในสนามรบต่างแดนอายุจะไม่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อจากไป เมื่อนั้นอายุจะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่อยู่ข้างในนี้

ขณะที่เขากำลังขุดอยู่นั้นสีหน้าได้เปลี่ยนไปทันทีและนอนราบกับพื้น ขณะนั้นเองลำแสงดำสายหนึ่งได้พุ่งออกมาและผ่านเขาไป

ชายหนุ่มตกตะลึง เขากำลังคิดว่าได้เห็นลูกปัดเม็ดหนึ่งในลำแสงดำเส้นนั้น ดังนั้นจึงได้เลิกราชุดเกราะและตามล่าด้านหลังแสงนั้นไป

เขาอยู่ที่นี่มาสามสิบปี นอกจากเพื่อนด้วยกันแล้ว เขาไม่เห็นคนอื่นๆเลยสักคน ทว่าเมื่อเขาเห็นสมบัติเซียนหายากที่สามารถบินได้ด้วยตัวมันเองนั้น แม้ว่าไม่มีใครจับมันด้วยตัวคนเดียวได้ หม่าเหลียงเคยได้ยินชื่อเสียงเรื่องพวกนี้ สมบัติพวกนี้จะมีสำนึกของตัวเองที่แข็งแกร่งมาก

หม่าเหลียงใช้ความเร็วที่เร็วที่สุดของตัวเองเพื่อตามล่าลูกปัด ยิ่งเขาไล่ล่ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นพื้นที่รกร้างแห่งนี้ ปีก่อนเขาได้มาที่นี่แต่กลับไม่พบเพื่อนคนอื่นเลย พอคิดเช่นนี้หัวใจเริ่มบีบรัดเร็วขึ้นและลอบคิดในใจ “โชคดีของข้ามาถึงแล้ว หากข้าได้สมบัติชิ้นนั้นและกลับสำนักไป เมื่อนั้นแม่นางน้อยจะต้องชื่นชมข้าแน่ๆ จากนั้นข้าจะนำสมบัตินี้ให้กับท่านจ้าวสำนักและให้เขาทำให้แม่นางน้อยฝึกเซียนคู่กับข้า นั่นจะยอดเยี่ยมเพียงใดกัน?”

หม่าเหลียงใช้ความแข็งแกร่งทุกอย่างของตัวเองเพื่อไล่ล่าลูกปัดที่ในจินตนาการ แต่ลูกปัดนั้นอยู่ไกลเกินไป หากหม่าเหลียงไม่ไล่ตามให้ทัน ช่องว่างระหว่างเขากับลูกปัดก็จะเพิ่มขึ้น เขากัดฟันแน่นและดึงเอาของจากกระเป๋าออกมา ของชิ้นนี้เป็นกระสวยสีแดงพร้อมกับปลดปล่อยความร้อนออกมา

นี่เป็นผลเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขณะที่เขากวาดล้างอยู่สนามรบต่างแดน ปกติเขาจะไม่กล้านำมันออกมาเพราะว่ากลัวจะถูกขโมย ทว่าตอนนี้สมบัติกำลังจะห่างไกลออก เขาไม่กังวลเรื่องมันจะเป็นความลับอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นจึงได้นำกระสวยออกมาโยนมันไปข้างหน้า

กระสวยจรวดนี้ขยายขนาดขึ้นมาหลายเท่ากว่าปกติพร้อมกับเสียงหึ่งๆ มันพุ่งไปข้างหน้าเร็วมาก หม่าเหลี่ยงได้จับบนกระสวยขณะที่มันกำลังจะขยายขนาด ตอนนี้เขารู้สึกอย่างเดียงคือลมกำลังตีร่างราวกับหมัดฮุก มันนานพอจนในที่สุดเขาลืมตาและเห็นว่าเข้าใกล้ไปแล้วนิดหน่อย

หม่าเหลียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาเกาะกระสวยและไล่ล่าตามหลังลูกปัด เวลาได้ผ่านไปรวดเร็วมาก แม้ว่าหม่าเหลียงไม่ได้ถูกทิ้งด้านหลังลูกปัดอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าเขาพยายามหนักแค่ไหนก็ไม่สามารถตามทันหรือไล่ตามลูกปัดได้ เขาทำได้เพียงรักษาระยะห่างระหว่างเขากับลูกปัดเท่านั้น

สามวันหลังจากนั้นหม่าเหลียงสังเกตได้ว่าเขาเข้ามาในอีกดินแดนหนึ่งของสนามรบต่างแดน เขายิ่งกังวล บอกได้ว่านอกจากลมพายุเหล็กกล้าและรอยแยกอวกาศแล้ว สิ่งที่อันตรายที่สุดในสนามรบต่างแดนก็คือพื้นที่ต่างแดน

พื้นที่ต่างแดนมีอันตรายมากมาย รอยแยกอวกาศขนาดใหญ่จู่ๆก็ปรากฎขึ้นทันทีและกลืนกินทุกอย่าง หม่าเหลียงได้ยินมาจากผู้อาวุโสว่าสนามรบต่างแดนนั้นใหญ่มากและพวกเขาเพียงกวาดล้างจุดเล็กๆเท่านั้น และเพียงแค่จุดเล็กๆนั้นก็มีสถานที่ที่มีรอยแยกอวกาศจำนวนมากแล้ว

ขณะที่เขากำลังลังเล ทันใดนั้นก็สังเกตลายเส้นสีขาวหนาแน่นหลายแถวปรากฎด้านหน้า เมื่อมองลายเส้นพวกนั้น สีหน้าหม่าเหลียงเปลี่ยนไปทันทีพร้อมกับบังคับกระสวยให้หยุดและรีบกลับตัวอย่างรวดเร็ว

เขาคุ้นเคยกับลายเส้นสีขาวพวกนี้อย่างมาก เมื่อรอยแยกอวกาศปรากฎขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฎก็คือลายเส้นสีขาวพวกนี้ ในไม่ช้ารอยแยกสีขาวจะรวมตัวกันกลายเป็นรอยแยกอวกาศขนาดใหญ่ที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง

ใบหน้าหม่าเหลียงซีดขาวขณะมองไปรอบๆ หลังจากตระหนักได้ว่ามีเพียงรอยแยกอวกาศเดียวด้านหน้าเขา ก็ยิ่งผ่อนหลาย เขายิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดขึ้น “ลืมมันไปเถอะ มันไม่คุ้นหรอกที่จะตายเพื่อสมบัติที่แม้แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามีผลลัพธ์อะไร ข้ายังไม่ได้ฝึกฝนคู่กับแม่นางน้อยเลย ข้าไม่อยากตายโดยไม่จำเป็นที่นี่”

ขณะนั้นเอง ลายเส้นสีขาวขนาดเล็กเส้นหนึ่งปรากฎด้านหน้าลำแสงสีดำ โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ลำแสงสีดำเข้าไปในรอยแยกอวกาศนั้น

หม่าเหลียงถอนหายใจและก่นด่า “รอยแยกอวกาศ เจ้ากลืนสมบัติอื่นอีกแล้วนะ ในสามสิบปีที่ข้าอยู่ที่นี่ เจ้ากลืนไปมากแล้ว ไม่หมื่นชิ้นก็คงสักแปดพันชิ้น ทำไมเจ้าไม่เหลือไว้สักชิ้นให้ข้าบ้างนะ?”

เขาพึ่งจะสาปแช่งจบแต่ก็ต้องรู้สึกหนาวเมื่อมีใครมาจับไล่เขา

ทันใดนั้นเม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นมาทันทีขณะที่เขาค่อยๆหันหน้ากลับไปเห็นชายวัยกลางคน ใบหน้าชายคนนั้นน่ายิ่งน่าเกลียดน่ากลัวขณะที่ถามหม่าเหลียงขึ้น “หนุ่มน้อย เจ้าเห็นลำแสงสีดำไหม?”

หม่าเหลียงเห็นลวดลายค้อนบนหน้าผากของชายวัยกลางคนผู้นั้นได้ เขาสูดหายใจลึกนั่นก็เพราะเขาเห็นลวดลายพวกนี้อยู่หลายครั้งตั้งแต่สามสิบปีที่อยู่ที่นี่ เขาพึ่งจะเห็นหนึ่งคนไม่กี่วันก่อน

หม่าเหลียงได้ยินมาจากเหล่าผู้อาวุโสว่าลวดลายนี้เป็นสัญลักษณ์เผ่าพันธุ์ตระกูลปิศาจยักษ์จากแคว้นเซียนอันดับห้า คนของเผ่าพันธุ์ปิศาจยักษ์จะเกิดพร้อมกับพลังวิญญาณ ดังนั้นพวกเขาจึงมีร่างกายที่เหมาะสำหรับฝึกเซียน ทั้งยังเป็นแคว้นอันดับห้าที่มีเพียงสำนักเดียวในแคว้นนั้น

คนของเผ่าพันธุ์ปิศาจยักษ์สามารถเปลี่ยนร่างกายได้อย่างอิสระเมื่อถึงขั้นเซียนเปลี่ยนวิญญาณ ตั้งแต่ที่คนผู้นี้ดูเหมือนมนุษย์ธรรมดา เขาต้องเป็นเซียนขั้นเปลี่ยนวิญญาณจากสำนักมารปิศาจแน่นอน

ลำคอหม่าเหลียงแห้งผาก เขากลัวจะโกหกจึงได้รีบพูดอย่างรวดเร็ว “ท่านอาวุโส ข้าเห็นลำแสงสีดำนั้น มันมุ่งหน้าไปทางนั้นและถูกรอยแยกอวกาศกลืนไป”

ชายวัยกลางคนเป็นคนที่ไล่ล่าหวังหลินจากแคว้นจ้าว เขาไล่ล่ามันทุกเส้นทางอย่างรวดเร็วเท่าที่เป็นไปได้ แต่ยิ่งเขาไล่ตามเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกตกใจมากขึ้น ความเร็วของลูกปัดชิ้นนั้นเป็นระดับเดียวกันกับเขา มันแม้กระทั่งหลบทุกอย่างที่เขาขัดขวางได้หมด ไม่เพียงแค่นั้น ความเร็วของลูกปัดยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นจนมันสามารถสลัดเขาทิ้งได้

นอกจากเรื่องนั้น ยังมีรอยแยกอวกาศอีก แม้ว่าเขาจะไม่กลัวรอยแยกอวกาศ มันน่ารำคาญมากหากเขาถูกจับได้ ด้วยขั้นเซียนเปลี่ยนวิญญาณระดับต้น เขาสามารถทำไ้ดเพียงปกป้องตัวเองจากการถูกดูดเข้าไปเท่านั้น ทั้งยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามที่ต้องการอีก

ด้วยสิ่งกีดขวางของรอยแยกอวกาศ ความเร็วของเขายิ่งช้าลงมาก แม้แต่การเคลื่อนย้ายระยะไกล เขาคงทำได้เพียงป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ระหว่างทางเขาได้พบกับหม่าเหลียง เขากลับตกใจที่พบว่าหม่าเหลียงสามารถเดินทางได้เร็วกว่าเขา ต้องขอบคุณกระสวยอันนั้นมากกว่า

หลังจากได้ยินเรื่องของหม่าเหลียง ใบเขาก็บูดบึ้งและโกรธเกรี้ยวมาก แม้ว่าสนามรบต่างแดนจะขนาดใหญ่มาก มันก็ยังมีชายแดนอยู่ แต่กลับไม่มีแนวพรมแดนเมื่ออยู่ในรอยแยกอวกาศ แม้ว่าเขาจะกลับบ้านเพื่อนำเซียนเปลี่ยนวิญญาณระดับปลายเพื่อช่วยเขา มันก็ยังราวกับงมเข็มในมหาสมุทร นั่นไม่มีความหวังมากนัก

พอคิดได้เช่นนั้นเขาก็มองไปที่หม่าเหลียง เขายื่นมือออกไป นำกระสวยจากหม่าเหลียงมาและตะโกนขึ้น “ของสิ่งนี้เป็นของข้าแล้ว!”

จากนั้นเขาก็เคลื่อนไหวและบินกลับไปที่ที่เขาจากมาโดยไม่มองหม่าเหลียงสักครั้ง

หลังจากคนผู้นั้นจากไป หม่าเหลียงเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ปล่อยลมหายใจออกมาและรีบหนีพื้นที่นี้อย่างรวดเร็ว

หม่าเหลียงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนผู้นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังขนาดไหนในแคว้นเซียนอันดับห้าของตัวเอง ทว่าเขามีชื่อเสียงเพราะมักจะทำอะไรหรือเสียอะไรไปอย่างไร้ค่าเช่นเมื่อตอนที่เขานำเสาแสงของหลินยี่มา

Facebook Comments