Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 122 ฆ่ามันซะ

ตอนที่ 122 ฆ่ามันซะ

Keepwalk แปล

คนจำนวนสิบคนจากเจดีย์เทพสงคราม นอกจากหม่าเหลียงที่จากไปเมื่อสี่วันก่อน เหลือพวกเขาเพียงสามคนเท่านั้น โจวซื่อจงถอนหายใจออกมาขณะที่มองด้านหลังไปที่เหล่าสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดด้านหลังพวกเขา ดวงตาเธอเผยความสิ้นหวังขณะที่คิดถึงหม่าเหลียงโดยไม่รู้ตัว

“หม่าเหลียงคนนั้นมักจะขี้ขลาดและกลัวตายอย่างยิ่ง แต่เขาหนังหนามากจริงๆ ศิษย์น้องถงรำคาญจนทนไม่ได้จึงคิดจะกำจัดเขาโดยโยนเข้าไปในสนามรบต่างแดน หากไม่ใช่ว่าข้าสงสารเขาและช่วยไว้อยู่หลายครั้ง เขาคงจะตายไปแล้ว อย่างน้อยเขายังคงมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง ไม่กี่วันก่อนเขาให้ยาข้าเม็ดหนึ่งโดยบอกว่ามันสามารถช่วยประคองอายุขัยของข้าได้ ข้าสงสัยว่ามันจริง…”

จิตใจเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวังจึงเริ่มคิดเรื่องบ้าๆ ชั่วขณะนั้นเธอได้ยินศิษย์พี่หยางด้านข้างตะโกนขึ้น “หม่าเหลียง! เร็วเข้า รีบวิ่งเร็ว!”

โจวซื่อจงตกตะลึงและลืมตาขึ้น เธอเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเหาะมาทางพวกเขา เขาดูหล่อมากแต่แววตามีแววสงสัยและมีคราบเลือดบนหน้าอก

“น้องหม่า ดูเหมือนว่ามันยากยิ่งนักที่จะหนีจากภัยพิบัติเช่นนี้ อา….” พี่หยางถอนหายใจ เขาดูอายุราวสามสิบและใบหน้าเศร้าหมอง

หวังหลินมองทั้งสามคนและไม่ได้พูดอะไร ขณะเดียวกันนั้น สิ่งมีชีวิตที่กำลังไล่ล่าพวกเขาหยุดกึกเมื่อพวกมันเห็นหวังหลินและเผยอาการลังเลออกมา

หวังหลินส่งข้อความออกไปด้วยสัมผัสวิญญาณ “ไปซะ!”

ทันใดนั้นวิญญาณเร่ร่อนมากกว่าสิบตัวตื่นตระหนกและวิ่งหนีจากไป พวกมันหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

โจวซื่อจงจ้องมองอย่างตื่นตะลึงกับฉากเหตุการณ์ด้านหน้า เธอไม่รู้ว่าทำไมสิ่งมีชีวิตน่ากลัวพวกนี้รีบจากไปทำไม เธอหันศีรษะกลับมาเจอหวังหลินขณะที่ความคิดบ้าๆผุดขึ้นในใจ ‘หรือเจ้าสิ่งมีชีวิตน่ากลัวพวกนั้นจะกลัวหม่าเหลียง?’

แต่ไม่นานหลังจากนั้นเธอก็ไล่ความคิดพวกนี้ทิ้งไป อีกสองคนของเจดีย์เทพสงครามต่างงุนงงเช่นกัน แต่ก็โล่งอกจากเหตุการณ์รอดตายและในที่สุดก็ปล่อยลมหายใจออกมา

พี่หยางเป็นคนที่อายุเยอะสุดในกลุ่ม เขาวิเคราะห์เหตุการณ์และพูดขึ้น “ศิษย์น้อง แม้ว่าสิ่งมีชีวิตประหลาดพวกนั้นจะจากไปแล้ว มันยังไม่ปลอดภัยที่จะอยู่ที่นี่ เราควรจะไปค่ายกลเคลื่อนย้ายและจากไปให้เร็วที่สุด”

โจวซื่อจงสั่นสะท้านและพยักหน้า จากนั้นก็พูขึ้น “น้องหม่า เจ้าอ่อนแอที่สุดในกลุ่ม ดังนั้นเจ้าห้ามสัมผัสสิ่งของพวกนั้น หากสัมผัส เจ้าจะตายทันที!”

ศิษย์อีกคนของเจดีย์เทพสงครามพูดขึ้นอย่างกระวนกระวาย “พวกเจ้ายังคุยเรื่องอะไรกันอีก? ถ้าพวกเจ้าจากไป เช่นนั้นข้าจะไปเอง” พูดจบเขาเคลื่อนร่างและพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

หวังหลินรู้ได้ว่าคนผู้นั้นนามว่าหลิงเถา ซึ่งต้องขอบคุณความจริงจำของหม่าเหลียง พี่หยางก็ไปเช่นกันเพราะว่าเขาไม่ต้องการจะอยู่ที่นี่ โจวซื่อจงลังเลเล็กน้อยและพูดขึ้น “โปรดระวังตัวด้วย!” จากนั้นเธอก็ติดตามพวกเขาไปเช่นเดียวกัน

ตลอดเวลานี้ หวังหลินยังไม่ได้มีโอกาสพูดออกมาสักคำ แต่เขาก็ติดตามพวกเขาไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ เหตุผลก็คือเขาช่วยทั้งสามคน นอกจากเหตุผลของตัวเอง ก็เป็นเพราะเขารู้จากความทรงจำของหม่าเหลียงได้ว่า หม่าเหลียงเป็นคนกตัญญูต่อโจวซื่อจง ตั้งแต่ที่เขานำร่างของหม่าเหลียงมา เขารู้สึกว่าควรจะช่วยหม่าเหลียงทำอะไรสักเล็กน้อย

ทั้งสามคนเหาะเหินไปอย่างระมัดระวัง ระมัดระวังแม้กระทั่งหยิบเม็ดยาฟื้นฟูจิตวิญญาณออกมา โจวซื่อจงกระทั่งนำยาพิเศษออกมาและยื่นมันให้กับหวังหลิน เขาจ้องไปที่เม็ดยาจึงช่วยไม่ได้ที่จะคิดเรื่องลูกปัดฝืนลิขิตฟ้าของเขา น้ำที่แช่ลูกปัดนับได้ว่าเป็นยาชั้นยอด

น่าเสียดายที่กระเป๋าของเขาที่มีน้ำเต้าและสมบัติเซียนทั้งหมดถูกทำลายไปโดยเถิงฮว่าหยวน

หวังหลินลอบถอนหายใจ เขารู้สึกได้ว่าลูกปัดฝืนลิขิตฟ้าอยู่ในวิญญาณ ทั้งยังรู้สึกถึงกระบี่ที่เขาชำระมันด้วยเลือดเช่นกัน ทว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะตรวจสอบว่าเขายังมีอะไร หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก หวังหลินมีความมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะหาสถานที่ปิดประตูฝึกฝนเมื่อเขาออกไปจากที่นี่

เหล่าเซียนภายในสนามรบต่างแดนสังเกตได้ว่าในหลายวันที่ผ่านมานี้ สนามรบต่างแดนดูเหมือนจะชะลอการพังทะลายเล็กน้อย นี่เป็นเรื่องที่สำคัญต่อพวกเขาเพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการล่มสลายของสนามรบต่างแดน สิ่งมีชีวิตประหลาดพวกนี้ดูน่ากลัวขึ้นทันที

การล่มสลายนี้จะเห็นเหล่าผู้คนหายตัวไปมากที่สุด แต่บางคนกลับโจมตีสิ่งมีชีวิตระหลาดพวกนี้ พวกเขาจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด สิ่งมีชีวิตประหลาดพวกนี้จะทิ้งพวกเขาไว้เหลือแต่เพียงซากศพมัมมี่

หากเหล่าเซียนจุดจบของตัวเองได้คงจะเลือกโดนอวกาศพังทะลายมากกว่ามาโดนกลืนกินแบบนี้

มีค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ที่สุดสี่แห่งภายในสนามรบต่างแด ตำแหน่งที่กลุ่มหวังหลินเหาะเข้าไปหาคือจุดที่ใกล้ที่สุด หวังหลินไม่สนว่าค่ายกลไหนที่พวกเขาจะไป ค่ายกลเคลื่อนย้ายพวกนี้สามารถเคลื่อนย้ายได้เฉพาะคนที่มีสิ่งของบางอย่าง

ใครก็ตามที่เข้ามาในสนามรบต่างแดนจะได้รับเศษหยก นอกจากการป้องกันตัวจากพายุเหล็กกล้าแล้วอีกสิ่งหนึ่งก็คือมันอนุญาตให้คนผู้นั้นใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายได้

หวังหลินไม่มีหยกจากแคว้นจ้าว ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางที่จะกลับไปผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย ด้วยร่างหม่าเหลียงที่เขาใช้อยู่ตอนนี้ จึงเป็นเรื่องดีที่เขาสามารถกลับไปบ้านเกิดของหม่าเหลียงในแคว้นฮัวเฝินได้

อีกเหตุผลที่ทำไมเขาถึงช่วยกลุ่มของโจวซื่อจง นั่นก็คือการขโมยหยก

แน่นอนว่าหากเขาเจอซิ่วฮ่าวและเก้อหยาง นั่นจะเป็นกรณีที่ดีที่สุด

สองคนนั้นถูกตั้งเป็นเป้าหมายที่หวังหลินต้องสังหารให้ได้ ไม่ใช่การแก้แค้นเพื่อหม่าเปลียง แต่สองคนนั้นรู้ว่าหม่าเหลียงตายไปแล้ว เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สองคนนั้นต้องตาย

ระหว่างทางหวังหลินได้ใช้ความทรงจำของหม่าเหลียงเพื่อบอกเหล่าเพื่อนบ้านของเขาเรื่องซิ่วฮ่าวและเก้อหยาง เหล่าวิญญาณเร่ร่อนทั้งหมดในสนามรบต่างแดนเป็นหูเป็นตาให้กับเขา หากทั้งสองคนนั้นปรากฎตัวขึ้น เพื่อนบ้านทั้งสามจะบอกเขาทันที

หากยังไม่มีข่าวคราวของทั้งสองเมื่อถึงจุดสิ้นสุด นั่นหมายความว่าซิวฮ่าวและเก้อหยางตายแล้ว

หลังจากเหาะไปนับสัปดาห กลุ่มของโจวซื่อจงทั้งสามคนตื่นตกใจเพื่อพบว่าวิญญาณเร่ร่อนดูเหมือนจะหลีกทางให้พวกเขา

บางตัวเห็นได้ชัดว่าพุ่งมาหาพวกเขา แต่พวกมันหันตัวกลับฉับพลันและเลี่ยงพวกเขาไป

พูดได้ว่าระหว่างทาง ทั้งสามคนที่กลัวอยู่แล้วแต่กลับไม่เจออันตรายใดๆ ในที่สุดพวกเขาก็ไม่หยุด เพียงแค่ชะลอตัวจนเมื่อสิ่งมีชีวิตพวกนั้นจากไปแล้วค่อยไปต่อ

เรื่องประหลาดก็คือมีอยู่ครานึง หนึ่งในเหล่าสิ่งมีชีวิตประหลาดพวกนั้นปรากฎตัวและกระโดเข้าหาโจวซื่อจง แต่ขณะที่มันกำลังจะสัมผัสกับเธอ ทันใดนั้นจู่ๆมันก็ร้องน่ากลัวออกมาและหนีหายไปอย่างหมดรูป

ทั้งสามคนไม่ได้โง่ดังนั้นพวกเขาเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเขาคิดสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งก่อนนี้และเข้าใจได้ทันทีว่าคำตอบของหวังหลินเป็นเรื่องโกหก

แต่นอกจากโจวซื่อจงที่เปิดปากราวกับต้องการจะถามอะไรบางอย่าง อีกสองคนเพียงแกล้งทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากถาม แต่ทำไม่ได้ต่างหาก หากพวกเขาตั้งใจทำร้ายหวังหลิน ก็คงเสียชีวิตที่นี่ไปแล้ว

ศิษยนามว่าหลินท่าวมีดวงตาสว่างขึ้นพร้อมกับหันไปหาหวังหลิน เขาดูเหมือนจะมีแผนบางอย่าง แต่ในไม่ช้าก็กลับมาเป็นปกติ

ยิ่งเห็นว่าพวกเขาใกล้กับค่ายกลเคลื่อนย้ายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีจำนวนเซียนใกล้ๆเพิ่มมากขึ้น เป้าหมายของพวกเขาคือค่ายกลเคลื่อนย้ายด้านหน้า

หวังหลินใช้สัมผัสวิญญาณของเขาเพื่อสืบค้นบริเวณนี้ มีหลายคนที่รวมตัวกันรอบค่ายกลเคลื่อนย้าย ทั้งหมดต่างรอให้ค่ายกลเปิดออก มีม่านแสงสีขาวรอบๆกั้นค่ายกลเพื่อปกป้องมันไว้ ด้านนอกม่านแสงมีร่างมัมมี่จำนวนขนาดใหญ่ พวกคนเหล่านั้นเป็นคนที่ต้องการจะออกจากที่นี่ผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย มีวิญญาณเร่ร่อนที่เคลื่อนไหวทั้งเข้าและออกในเหล่าซากมัมมี่พวกนั้น

ค่ายกลเคลื่อนย้ายในสนามรบต่างแดนทั้งหมดปกติแล้วจะปิด มันเปิดเฉพาะบางครั้งเท่านั้น ยังมีเวลาอีกสองวันจนกว่าจะถึงวันเปิด

ผู้คนจ้องอย่างเคร่งเครียดไปที่วิญญาณเร่ร่อนข้างนอกค่ายกลเคลื่อนย้าย ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวพวกเขาจะตื่นตระหนก แต่ก็ค่อยๆเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตประหลาดพวกนั้นเพียงเคลื่อนไหวสะเปะสะปะข้างนอก พวกมันไม่กล้าสัมผัสกับโล่ห์ป้องกันของค่ายกล

ขณะที่เหล่าผู้คนสังเกตเรื่องนี้ได้ ทุกคนในค่ายกลต่างหายใจสะดวก

ขณะที่เหาะอยู่ หวังหลินตกใจอยู่ครู่หนึ่ง หนึ่งในเพื่อนบ้านของเขาได้บอกว่าสองคนที่เขาตามหาได้ตายไปแล้วและกระเป๋าของพวกเขากำลังถูกส่งมาโดยวิญญาณเร่ร่อน

ไม่นานหลังจากนั้นวิญญาณเร่ร่อนตัวหนึ่งมีสองเขาปรากฎขึ้นห่างๆ โจวซื่อจงและพวกไม่ได้คิดอะไรในทีแรก แต่เมื่อวิญญาณเร่ร่อนนั้นใกล้ขึ้นและใกล้เข้ามา มันมองมาทางหวังหลิน

วิญญาณเร่ร่อนหยุดด้านหน้าเขา มันสั่นร่างกายและโยนกระเป๋าถือสามใบไปในมือหวังหลิน

หลังจากวิญญาณเร่ร่อนทำเรื่องนี้ มันก็รีบหันกลับและจากไป

ดวงตาหวังหลินสว่างขึ้นขณะที่เขาจ้องไปที่วิญญาณเร่ร่อนนั้น “หยุด!”

วิญญาณเร่ร่อนหยุดกึก ร่างกายมันสั่นสะท้านขณะที่หันหน้ากลับมาและมองหวังหลิน หวังหลินไม่แม้แต่มองไปที่กลุ่มของโจวซื่อจงขณะที่เขาเคลื่อนร่างไปที่วิญญาณเร่ร่อน

หวังหลินกลืนกินวิญญาณเร่ร่อนมาจำนวนมาก ไม่หมื่นตัวอย่างน้อยก็แปดพันตัวได้ แม้ว่าจะไม่ได้ติดตามมันดีนัก เขาก็สังเกตได้ว่ามีบางสิ่งแปลกประหลาดเกี่ยวกับวิญญาณเร่ร่อนตัวนี้

วิญญาณเร่ร่อนที่หวังหลินกลืนกินครั้งก่อนนั้นมีสัมผัสวิญญาณชีวิต พวกมันมีสติปัญญาต่ำและรู้แต่เพียงการกลืนกินทุกอย่างเท่านั้น

แต่วิญญาณเร่ร่อนด้านหน้าเขาเห็นได้ชัดว่าแตกต่างกันออกไป สัมผัสวิญญาณของมันเป็นระเบียบเรียบร้อย ราวกับว่าวิญญาณที่มันกลืนกินไปยังไม่ย่อยและหลงเหลือรอยแผลลึกเอาไว้

หลังจากรอยแผลพวกนี้สะสมไว้ถึงระดับหนึ่ง มันจะทำให้วิญญาณเร่ร่อนเปลี่ยนไป สายตาหวังหลินสว่างขึ้นหลังจากตรวจสอบมันอยู่นาน เมื่อเขามองดูวิญญาณเร่ร่อนตัวนี้ เขารู้สึกเหมือนกับตอนที่เขาเห็นวิญญาณเซียนของซือถูหนาน

กล่าวได้ว่ามีบางสิ่งคล้ายกัน หวังหลินชี้มือขวาไปที่หลินท่าว พร้อมกับออกคำสั่ง “ฆ่าเขาซะ!”

Facebook Comments

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: