ตอนที่ 131 เขาเป็นแกะอ้วนพี?

Keepwalk แปล

ซุนโย่วค่ายหัวเราะออกมาขณะที่ยื่นมือออกไปจับไหล่หวังหลิน “ไม่ต้องพูดถึงเธออีกแล้วน้องหม่า ข้างหน้าก็ถึงค่ายกลเคลื่อนย้ายเข้าหุบเหวแล้ว”

หวังหลินย้ายไหล่เพื่อหลบมือเขา “นั่นก็ดี ไปเร็วเถอะเผื่อที่ว่าจะเข้าหุบเขาได้เร็วๆ” เช่นนั้นหวังหลินทะยานออกไป

มือของซุนโย่วค่ายคว้าได้แต่เพียงความว่างเปล่า แต่เขาไม่เปลี่ยนสีหน้าพร้อมกับถามขึ้น “น้องหม่า ครั้งนี้เจ้าออกมาด้วยตัวเองหรือ?” เขาตั้งใจตามหวังหลิน

หวังหลินเหยียดยิ้มแต่ไม่ได้แสดงอาการผิดปกติขณะตอบไปด้วย “ถูกต้อง ข้าเพียงคนเดียวที่มาในเวลานี้”

ซุนโย่วค่ายหัวเราะและกระซิบ “ข้าเดาว่าน้องหม่าลอบออกมาจากสำนักและเข้าไปในหุบเหวเพื่อหาหยกวิชาเซียน ข้าได้ยินมาว่าในอีกสามเดือนจะมีการประลองห้าตำหนักของเจดีย์เทพสงคราม เวลานั้นน้องหม่าสามารถใช้วิชานั้นเพื่อมีชื่อเสียงเป็นแน่”

หวังหลินยิ้มบางๆแต่ไม่ได้พูดอะไร

เห็นปฏิกิริยาของหวังหลิน ซุนโย่วค่ายยิ้มเยาะ ‘เด็กน้อยเอ๋ย ไม่ว่าเจ้าจะพูดจริงหรือหลอก นับตั้งแต่เจ้าเจอกับปู่เจ้าวันนี้ เจ้าเคราะห์ร้ายแล้วหล่ะ ฮี่ฮี่ ข้าจะใช้ร่างเจ้าเพื่อสร้างหุ่นเชิด ข้าเชื่อว่าลี่ฉีหลิงจะไม่ระวังตัวเจ้าแน่’ เขากำลังคิดเรื่องนี้แต่มั่นใจได้ว่าทุกอย่างอยู่ในแผนการ เขาหยิบหยกออกมาด้านหน้าหวังหลินและพูดขึ้น “น้องหม่า ข้าเรียกเพื่อนเข้ามา เขาอยู่ใกล้แถวนี้ เมื่อมาถึง เราจะผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายไปด้วยกัน นั่นเป็นหนทางที่เราสามารถประหยัดหินวิญญาณได้มากที่สุด”

ค่ายกลเคลื่อนย้ายในความทรงจำของหม่าเหลียง มันมีค่าใช้จ่ายหินวิญญาณหนึ่งก้อนเพื่อเปิดค่ายกล และทุกครั้งที่มันเปิดจะสามารถเคลื่อนย้ายคนได้ถึงสามคน

ดังนั้นจึงไม่มีปัญหากับข้อเสนอของซุนโย่วค่าย หลังจากเห็นหวังหลินพยักหน้า ซุนโย่วค่ายได้วางหยกบนหน้าผากตัวเองและโยนมันไปบนอากาศ หลังจากแสงกระพริบวาบหลายครั้ง หยกก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

หวังหลินตามซุนโย่วค่ายไป ขณะที่เหาะเหินอยู่ เขาสังเกตได้ว่ายิ่งไกลออกไปก็ยิ่งแห้งแล้ง มีเหล่าภูเขาไฟทั้งเล็กทั้งใหญ่รอบๆ บางแห่งปล่อยควันสีดำออกมา

กลัวว่าหวังหลินจะยิ่งสงสัย ซุนโย่วค่ายได้อธิบายอย่างรวดเร็ว “อย่าห่วงไปเลยน้องหม่า ค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ข้าไม่รู้ว่าเมื่อไม่นานมานี้เกิดอะไรขึ้น แต่ภูเขาไฟทั้งหมดกำลังปล่อยควันสีดำออกมา จำได้ว่าเหล่าเซียนขั้นผลิดอกของสำนักหลักสี่แห่งพึ่งเสร็จสิ้นการผนึกพวกมันเมื่อปีที่แล้ว”

สีหน้าหวังหลินกลายเป็นเย็นยะเยือกขณะที่เขาหัวเราะ “ใช่แล้วที่แห่งนี้แห้งแล้งมาก เป็นสถานที่ที่เยี่ยมมากโดยเฉพาะภูเขาไฟพวกนี้ หลังจากสังหารใครสักคน ท่านแค่โยนร่างเขาเข้าไปโดยที่ท่านไม่ต้องใช้วิชาบอลอัคคี”

ทันใดนั้นร่างซุนโย่วค่ายก็หยุดลง เขาฝืนยิ้ม “น้องหม่า…”

ก่อนที่เขาจะทันพูดจบ เสียงลมและสายฟ้าดังออกมาจากที่ห่างไกลตามาด้วยกระบี่ดำ ในพริบตาเดียว กระบี่ก็มาถึงใกล้พวกเขา เมื่อแสงกระจายไปเผยให้เห็นบุรุษร่างผอมวัยกลางคน ดวงตาเขาเผยแสงอำมหิต

คนผู้นี้สวมชุดสีดำทั้งร่าง กระทั่งกระบี่ที่อยู่ใต้เท้าเขายังปล่อยแสงสีดำ มือทั้งสองข้าปกคลุมไปด้วยควันดำ เขากระทั่งไม่ได้มองหวังหลินขณะที่พูดกับซุนโย่วค่าย “เขาเป็นแกะอ้วนพีงั้นหรือ?”

หวังหลินมองเขาและสังเกตได้ว่าระดับฝึกตนของคนผู้นี้สูงกว่าซุนโย่วค่าย คนผู้นี้ได้ผ่านเข้าถึงขั้นแตกหน่อเทียมได้แล้วและเท่ากับลี่ฉีหลิง

ทันใดนั้นใบหน้าของซุนโย่วค่ายยิ้มบานราวกับดอกไม้ น้ำเสียงเขาคล้ายกับพยายามพูดให้อีกฝ่ายพอใจ “ใช่แล้วพี่ใหญ่ ข้าเห็นเด็กหญิงคนนั้น ลี่มู่วานและพี่ของมัน ลี่ฉีหลิงได้ประทับใจในตัวเขา หากเราเปลี่ยนเขาไปเป็นหุ่นเชิดและใช้เข้าหาพวกมัน เราอาจจะมีโอกาสที่ดีกว่า”

ชายชุดดำหันศีรษะเข้าหาหวังหลิน เขาประหลาดใจว่าหวังหลินไม่ได้หนีไป หวังหลินเป็นเพียงเซียนขั้นสร้างลำต้นระดับกลาง ดังนั้นเขาไม่คิดว่าหวังหลินจะเป็นภัยคุกคามได้ขณะที่เขาพูดอย่างเยือกเย็น “เด็กเหลือขอ ตายซะ” จบคำพูดกระบี่เหินใต้เท้าเขาก็พุ่งเข้าหาหน้าอกหวังหลิน

ในเวลาเดียวกัน ชายชุดดำกระโดดไปข้างหน้าและปรบมือไม่กี่ครั้ง หมอกสีดำกระจายออกมาเป็นรูปหัวกะโหลกยักษ์ มันติดตามกระบี่ดำอย่างรวดเร็วที่พุ่งเข้าหาหวังหลิน

ดวงตาหวังหลินกลายเป็นเยือกเย็น เขาไม่ได้ใส่ใจหมอกหรือกระบี่เหินขณะที่ชี้นิ้วไปที่ชายวัยกลางคน

“พิฆาต!”

ขณะที่ขอบเขตจวี่ปรากฎขึ้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม ขณะที่สัมผัสวิญญาณขอบเขตจวี่ปรากฎ วิญญาณได้ถูกทำลาย! หวังหลินเป็นอมตะท่ามกลางเหล่าเซียนขั้นสร้างลำต้น หากเขาบรรลุขั้นแตกหน่อ ก็จะเป็นราชาของเซียนขั้นแตกหน่อ เขาหากเขาบรรลุขั้นผลิดอก เมื่อนั้นเขาจะเป็นเซียนอันดับหนึ่งภายใต้ขั้นเซียนสร้างวิญญาณในแคว้นนับไม่ถ้วน

ทันใดนั้นดวงตาของชายวัยกลางคนนั้นโป่งพองออก เขารู้สึกได้ว่าวิญญาณของเขาถูกโจมตีโดยพลังทำลายล้างที่มีอำนาจมหาศาล เขาไม่ได้มีพลังอะไรเพื่อต่อต้าน ดังนั้นวิญญาณเขาจึงแตกกระจายทันที

ตอนที่เขาเผยสีหน้าหวาดกลัว เขาก็ตายไปแล้ว จากนั้นร่างกายเดินกระโผลกกะเผลก แม้จะตายไปแล้ว เขายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก กระบี่เหินยังไม่ทันได้พุ่งมาถึงครึ่งทาง สัมผัวิญญาณจากชายวัยกลางคนก็แตกสลายและมันก็หล่นลงจากท้องฟ้า กระโหลกสีดำยักษ์ที่ตามมาด้านหลังค่อยๆหายไปช้าๆเมื่อชายวัยกลางคนตายไป

หวังหลินสะบัดแขนเสื้อและกระบี่เหินสีดำลอยเข้ามาสู่มือเขาอย่างรวดเร็ว เขาสัมผัสกระเป๋าและเศษเหล็กได้ลอยออกมา

“กลืนหมอกดำนั้นซะ” หลังจากพูดประโยคนั้น หวังหลินไม่ได้ให้ความสนใจมันอีกต่อไปและหันเข้าหาซุนโย่วค่ายที่เป็นใบ้ไปเรียบร้อยแล้ว

แสงสีแดงกระพริบหนึ่งครั้งบนเศษเหล็กขณะที่ปิศาจออกมาพร้อมกันกระโจนเข้าหาหมอกสีดำ มันไม่ได้ไตร่ตรองก่อนว่าจะกลืนกินหมอกดำนั้นได้หรือไม่ได้ขณะที่มันเผยรอยยิ้มขมขื่น มันไม่กล้าขัดขืนคำสั่งหวังหลินขณะที่รู้อยู่เต็มอกว่าหวังหลินน่ากลัวขนาดไหน

ในที่สุดซุนโย่วค่ายก็เข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นขณะที่เขาก้าวถอยหลังสองสามก้าว เขารีบกระโดดลงบนพื้นและหายตัวไป

ดวงตาปิศาจหันกลับมาและมองลงไปบนหมอกดำที่กำลังกลืนกินอยู่ มันแกล้งทำเป็นกำลังกลืนกิน ทว่าประโยคถัดมาของหวังหลินทำให้มันขมวดคิ้วอีกครั้ง

“ตามมา”

จบคำพูด ร่างหวังหลินเคลื่อนไหวและสัมผัสวิญญาณขอบเขตจวี่กระจายออกอย่างรวดเร็ว เขาไล่ล่าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ปิศาจเผยใบหน้าดิ้นรนขณะที่มันถอยกลับแทนที่จะพุ่งตรงไปข้างหน้า ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาขณะที่ควันสีเขียวปรากฎบนร่าง ทำให้มันไม่กล้าลังเลอีกต่อไป

หวังหลินคืนสัมผัสวิญญาณที่เขาใช้ลงโทษปิศาจกลับมาและเพ่งสมาธิเพื่อตามล่าซุนโย่วค่ายแทน เขาสนใจในความเร็วของซุนโย่วค่ายอย่างมาก หวังหลินรู้ได้ว่าความเร็วของเขานั้นไม่สามารถเทียบกับซุนโย่วค่ายได้ ราวกับสตรีสาวที่เดินทางหมื่นลี้ในสองลมหายใจ หากใครสักคนต้องการสังหารเขา เขาคงไม่อาจวิ่งหนีได้ทัน

ตอนที่ซุนโย่วค่ายวิ่งไล่เขาก่อนหน้านี้ เขาได้ใช้ความเร็วของตนเองเต็มที่ ดังนั้นมันจึงแสดงให้เห็นว่าซุนโย่วค่ายรวดเร็วแค่ไหน

ดังนั้นหวังหลินจึงไม่ได้สังหารเขา ทั้งตัดสินใจที่จะจับเขาทั้งเป็นเพื่อหาทางได้รับวิชาเซียนมา

ซุนโย่วค่ายกลัวมากตอนนี้ ตั้งแต่ที่เขาเริ่มฝึกเซียนเมื่อสามสิบปีก่อน นับตั้งแต่ที่เขาเป็นเซียนขั้นรวบรวมลมปราณระดับสิบห้า เขาถึงเริ่มได้สังหารผู้คน แต่ทุกครั้งเขาระมัดระวังตัวเสมอและสังหารเพียงคนที่อ่อนแอกว่าตัวเอง เขาไม่เคยกล้าคิดจะสังหารคนที่แข็งแกร่งกว่า

หลายปีที่ผ่านมาเขาได้ใช้สมบัติเซียนทั้งหมดที่เขาหามาได้เพื่อแลกเม็ดยาที่ช่วยให้เพิ่มระดับฝึกตนได้จากโรงหลอมกลางหุบเขา นั่นทำให้ระดับฝึกตนของเขาเพิ่มขึ้นอ่างต่อเนื่อง แต่ขณะที่ระดับฝึกตนเขาเพิ่มขึ้น โดยปกติเม็ดยาจะเสียประสิทธิภาพลงไป เม็ดยาคุณภาพสูงค่อนข้างหายากหรือราคาแพงเกิน ดังนั้นเขาจึงหมายตาที่สำนักลั่วเหอ

สำนักลั่วเหอมีชื่อเสียงด้านค่ายกลและการหลอมสร้าง โดยเฉพาะเมื่อเป็นเม็ดยาสมุนไพร หากเม็ดยาถูกสร้างโดยสำนักลั่วเหอ เมื่อนั้นมันต้องมีคุณภาพสูงมาก ซุนโย่วค่ายตั้งเป้าหมายเป็นลี่มู่วานจากสำนักลั่วเหอ เขาต้องการได้รับเม็ดยาหรือสูตรยาจากเธอ แต่พี่ชายเธอมีระดับขั้นฝึกคนที่สูงกว่าเขาหนึ่งขั้นคือขั้นแตกหน่อเทียม ซึ่งเขาเพียงพึ่งเข้าสู่ขั้นสร้างลำต้นระดับปลาย

ตอนนี้ซุนโย่วค่ายอยากจะให้ความเร็วของเขาเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ จิตใจเขานึกถึงฉากเหตุการณ์อันน่าสยดสยองจากคราวก่อน พี่ใหญ่สี่เป็นถึงเซียนขั้นแตกหน่อเทียมยังถูกเขาสังหารได้ง่ายๆ

หากหม่าเหลียงคนนั้นใช้สมบัติเซียนอันทรงพลัง เขาคงไม่ต้องกลัวเช่นนี้ แต่เขายังไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของสมบัติเซียนเลย เพียงได้ยินหม่าเหลียงพูดคำว่า “พิฆาต” และพี่ใหญ่สี่ก็ตาย

นั่น…นั่นมันวิชาเซียนอะไรกันนั่น? พอคิดได้เช่นนี้ ช่วยไม่ได้ที่ซุนโย่วค่ายจะรู้สึกมึนงง ยิ่งเขาไม่เข้าใจก็ยิ่งกวาดกลัวเพิ่มเข้าไปอีก ระดับฝึกเซียนใดที่สามารถสังหารเซียนขั้นแตกหน่อเทียมเพียงพูดแค่คำเดียวกัน?

เป็นไปได้ไหมว่าหม่าเหลียงอยู่ขั้นแตกหน่อแล้ว?

ไม่สิ! ซุนโย่วค่ายรีบปัดทิ้งความคิดนี้เพราะว่าเขาเคยเจอกับเซียนขั้นแตกหน่อมาก่อน แม้แต่ผู้อาวุโสขั้นแตกหน่อที่สู้กับเซียนขั้นแตกหน่อเทียม มันก็ไม่ได้ง่ายเช่นนี้ แม้ว่าเขาจะชนะแน่ๆ เขาคงไม่สามารถสังหารด้วยเพียงคำเดียวราวกับคำพูดประกาศิตสวรรค์ได้

จิตใจของซุนโย่วค่ายสั่นสะท้าน หรือว่ามันเป็นเซียนขั้นผลิดอก?

แต่ไม่นานเขาก็ปัดความคิดนี้ทิ้งเช่นกัน เขาเคยเห็นการกระทำของเซียนขั้นผลิดอกมาก่อน มันเป็นตอนที่ท่านบรรพชนสำนักมารปิศาจสังหารเซียนทรยศขั้นสร้างลำต้นระดับปลาย ในสายตาของคนทุกคน เขาเพียงเห็นกระบี่ลอยออกมาและคนทรยศตายไปขณะที่กำลังวิ่งหนี เขาไม่ได้มีโอกาสหลบหลีกหรือต่อต้านเลยด้วยซ้ำ

แต่ก็ยัง ในสายตาเขาเมื่อเปรียบเทียบกับการสังหารเซียนขั้นแตกหน่อเทียมโดยใช้เพียงคำเดียวของหวังหลิน เทียบกับท่านบรรพชนขั้นผลิดอกที่ใช้กระบี่เหิน เห็นได้ชัดว่าใครแข็งแกร่งกว่า เช่นนั้นในใจเขาว่างเปล่าทันที

“หรือ…หรือมันจะเป็น..เขา…เป็น…สร้างวิญญาณ…” เมื่อซุนโย่วค่ายพูดคำว่า “สร้างวิญญาณ” เรี่ยวแรงทั้งหมดก็หลุดไปจากร่างกาย

ยิ่งเขาคิดเรื่องนั้น ก็ยิ่งรู้สึกแม่นยำ ซุนโย่วค่ายพึมพำอย่างขมขื่น “ผู้เชี่ยวชาญขั้นสร้างวิญญาณ…ตำนานเช่นนั้น เป็นไปได้เช่นไร…แต่หากไม่ใช่เซียนขั้นสร้างวิญญาณ แล้วเขาจะสังหารพี่ใหญ่สี่ด้วยเพียงคำเดียวได้อย่างไร…ล่าวลื่อว่าเซียนขั้นสร้างวิญญาณสามารถควบคุมหนทางแห่งสวรรค์ได้ ดังนั้นการสังหารเซียนขั้นแตกหน่อด้วยคำพูดด้วยก็สมเหตุสมผล…ข้า…ข้ากำลังถูกเซียนขั้นสร้างวิญญาณตามล่าอยู่…”

Facebook Comments