Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 135 สายลมเปลี่ยน

ตอนที่ 135 สายลมเปลี่ยน

Keepwalk แปล

หวังหลินไม่ลังเลที่จะใช้วิชาเซียนหลบหนีธาตุปฐพีเพื่อเคลื่อนย้ายร่างตนเองเข้าหาเจดีย์เทพสงคราม ขณะที่เขาเคลื่อนไหวได้เจออสูรอัคคีอยู่ทุกที่ ยิ่งเขาท่องในใต้ดินมากขึ้นก็ยิ่งตกใจ

หวังหลินเปลี่ยนทิศทางทันที การพบหลินท่าวไม่ได้เป็นเป้าหมายเขาอีกต่อไป เขาเคลื่อนไหวไปที่ชายแดนของแคว้นโดยใช้ข้อมูลจากความทรงจำของหม่าเหลียงแทน เขาไม่สามารถอยู่ที่แคว้นฮัวเฝินได้อีก

แต่ก่อนที่เขาจะไปได้ไกล สัมผัสวิญญาณขนาดยักษ์ได้กวาดผ่านเขาไป สัมผัสวิญญาณนี้เคลื่อนกลับอย่างรวดเร็วและจดจ้องไปที่เขา

หวังหลินผวา

เขาเหลือบมองท้องฟ้า สิ่งที่เขาเห็นคืออสูรอัคคีขนาดยักษ์นับสิบหกตัวภายในระหว่างวงแหวนอัคคี

เส้นใยของไฟจากวงแหวนอัคคีเชื่อมต่ออยู่กับศีรษะของอสูรอัคคี

สัมผัสวิญญาณอันแข็งแกร่งออกมาจากวงแหวนอันทรงพลัง นี่เป็นวิชาพิเศษที่ติดตัวมากับอสูรอัคคี เป็นสิ่งที่พวกมันใช้เมื่อต้องต่อสู้ร่วมกัน

เมื่อพวกมันเห็นหวังหลิน สายตาของอสูรอัคคีทั้งสิบหกตัวเย็นเฉียบ พวกมันทั้งหมคำรามออกมาขณะที่ลงมาจากท้องฟ้าและพุ่งเข้าหาหวังหลิน

หวังหลินเพิ่มความเร็วโดยไม่ต้องคิดและรีบหลบหนี อสูรยักษ์ทั้งสิบหกตัวร้องคำรามอย่างเกรียวกราดและปล่อยไฟออกมา ทำให้พื้นดินเป็นสีแดงและแยกออกจากกัน

หวังหลินเคยเห็นฉากนี้มาก่อนแล้ว ดังนั้นเขาจะปล่อยให้มันปะทะกับเขาอีกทีงั้นหรือ? ขณะที่ไฟออกมาจากปากอสูรร้าย เขาออกมาจากพื้นดินและหายตัวไปในลำแสงสีรุ้ง

อสูรทั้งสิบหกตัวไม่ได้ยอมแพ้ เหตุผลเดียวที่พวกมันทิ้งภูเขาไฟเพื่อค้นหาและสังหารเซียนที่เป็นคนสังหารบรรพชนของตนเอง นี่เป็นเพียงความคิดเดียวที่อยู่ในใจแต่ละตนตอนนี้

ในเวลาเดียวกัน เพราะหวังหลิน พวกอสูรอัคคีตอนนี้เกลียดเซียนทุกตน เดิมทีพวกมันต้องการสังหารคนที่อยู่โดดเดี่ยว พวกมันสูญเสียหนักเกินไปแล้ว โดยเฉพาะภายใต้สมบัติเซียนของเหล่าเซียนอันแข็งแกร่ง

พูดให้ถูกต้องมากขึ้น อสูรอัคคีพวกนี้ไม่มีวิญญาณ การคงอยู่ของมันพิเศษนัก กระบี่เหินธรรมดาไม่สามารถทำให้ร่างกายพวกมันได้รับความเสียหาย ทางที่ดีที่สุดคือปะทะกับมันด้วยอาวุธทื่ออันแข็งแกร่ง

ทว่ามีพวกมันเยอะมากเกินไป แม้แต่ตอนนี้ยังมีอสูรอัคคีนับไม่ถ้วนออกมาจากภูเขาไฟทั้งน้อยทั้งใหญ่ในแคว้นฮัวเฝิน จำนวนที่พวกมันมีอยู่จริงๆไม่มีใครทราบ แต่บรรพชนวิญญาณอัคคีที่ถูกลูกปัดฝืนลิขิตฟ้าดูดซับคงจะรู้

ขณะที่หวังหลินเหาะไปไกลมากขึ้น เขายิ่งเร็วมากขึ้น อสูรอัคคีพวกนี้เร็วกว่าเขาเมื่อพวกมันอยู่ในลาวา แต่ออกมาในที่โล่ง หวังหลินจึงรักษาระยะห่างตัวเองเอาไว้

ทว่าหวังหลินไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย พลังปราณรอบด้านเต็มไปด้วยพลังธาตุอัคคี ทุกครั้งที่เขาดูดซับจะรู้สึกคลื่นความเจ็บปวด

นอกจากเสียงคำรามของพวกอสูรอัคคีตัวใหญ่ทั้งสิบหกตัวด้านหลังเขาแล้ว ยังมีอสูรอัคคีนับไม่ถ้วนที่เข้ามาขวางทางเขา ยิ่งทำให้อสูรอัคคีสะสมด้านหลังเขามากขึ้น เขากระจายสัมผัสวิญญาณของตัวเองออกมาและรู้สึกมันงงทันที มีอสูรอัคคีด้านหลังเขาจำนวนมากจนเขาไม่อาจบอกได้ว่ามีตัวกันแน่

หากเขาหยุดเพียงชั่วขณะเดียว เหล่าอสูรอัคคีจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ แต่หวังหลินไม่ใช่คนที่พึ่งเคยถูกตามล่า ย้อนกลับไปตอนที่เขาอยู่ขั้นรวบรวมลมปราณ เขาทั้งกล้าลอบโจมตีเถิงลี่ที่อยู่ขั้นสร้างลำต้นระดับปลายได้

ขณะที่สายตาอันร้ายกาจวาดผ่านดวงตาเขา หวังหลินนำถังน้ำพลังปราณเต็มถังขึ้นมาและดื่มมันลงไปจนหมด ขณะที่เขาวิ่งไปด้วยก็ฟื้นฟูพลังปราณที่เขาใช้ไป

ถัดไป แสงสีดำลอยออกมาจากกระเป๋าและหายวับไป มันปรากฎตัวอีกครั้งด้านหน้าอสูรอัคคีตัวหนึ่งและแทงเข้าหา

เสียงของแข็งสองชิ้นปะทะกันดังออกมา บาดแผลเลือดไหลหนึ่งปรากฎขึ้นบนหน้าอกของอสูรและมันถูกทิ้งห่างอยู่ไกล มันส่งเสียงคำรามขณะที่ลุกขึ้นอีกครั้งและไล่ล่าต่อไป

ท่าทางหวังหลินสงบนิ่งแต่ใบหน้ามืดหม่น ไม่เพียงอสูรอัคคีพวกนี้อดทนต่อสัมผัสวิญญาณขอบเขตจวี่ของเขา ร่างมันก็ทนทานมากเช่นกัน กระบี่เหินเพียงทำได้แค่สร้างบาดแผลบนร่างมันเท่านั้น และจากที่สังเกตมันเป็นเพียงแผลเล็กๆ

หวังหลินไม่เต็มใจยอมแพ้ ขณะที่เขาเหาะเหินก็โจมตีเหล่าอสูรอัคคีอย่างต่อเนื่อง ใช้ความสามารถการเคลื่อนที่ระยะไกลของกระบี่ ตัวกระบี่เคลื่อนไหวเป็นเส้นทางแปลกประหลาดจนมันแทงเข้าระหว่างคิ้วของอสูรอัคคีตัวหนึ่ง กระบี่จมลึกลงไปและอสูรอัคคีระเบิดออกพร้อมกับปล่อยคลื่นความร้อนหลายชุดออกมา

เส้นผมหวังหลินหยักงอทันทีขณะที่กลิ่นไหม้บนเส้นผมลอยโชยเข้ามา แต่สายตาหวังหลินสว่างขึ้น แม้ว่าอสูรอัคคีจะหนังเหนียวแค่ไหน มันก็ไม่ได้ไร้จุดอ่อนซะทีเดียว

หลังจากทำเช่นนี้ หวังหลินควบคุมกระบี่เหินเพื่อซุ่มโจมตีอสูรอัคคีอย่างต่อเนื่อง ทีละตัว หลายตัวถูกตัดศีรษะ จากการคาดคำนวณของหวังหลิน อสูรอัคคีขนาดปกติอยู่เพียงขั้นรวบรวมลมปราณ แต่เพราะว่ามันไม่มีวิญญาณและร่างกายทนทาน มันจึงยากที่จะถูกสังหาร

แต่เพราะหวังหลินตัวคนเดียว และเพิ่มด้วยความจริงที่ว่าอสูรอัคคีไม่รู้จักความกลัว พวกมันจึงไล่ล่าเขาต่อไป

ในที่สุดเมื่อกระบี่เหินเคลื่อนย้ายพริบตามากเกินไป รูปร่างของมันเริ่มเปลี่ยนแปลง หลังจากนั้นวิญญาณของกระบี่ที่ครอบครองร่างใหม่นั้น มันไม่ได้ถูกรวมเข้าด้วยกัน มีรอยบุบและบางส่วนละลายหายไปหมด หากเจ้าของกระบี่เหินเล่มนี้ฟื้นขึ้นมา แม้แต่เขาก็ไม่อาจจดจำมันได้อีก

หวังหลินเข้าใจว่านี่ไม่ใช่วิธีแก้ไขระยะยาวและขณะที่อสูรอัคคีมีมากขึ้น แม้ว่าเขาจะมีน้ำพลังปราณ เมื่อมันหมดไปและไม่สามารถฟื้นฟูได้เพียงพอ เขาจะตาย

หวังหลินกัดฟันแน่นและเปลี่ยนทิศทาง เขาไม่ไปทางแคว้นซวนหวู่ แต่เหาะไปทางเจดีย์เทพสงคราม หวังหลินไม่เชื่อว่าเจดีย์เทพสงครามจะถูกกวาดล้างจนหมดโดยอสูรอัคคีพวกนี้ หากเจดีย์เทพสงครามมีบรรพชนอยู่ เขาคงตัดสินใจอพยพแน่ๆ และนั่นต้องใช้เวลา

และหากพวกเขากำลังอพยพ มันไม่สายเกินไปเพราะว่ามีคนจำนวนมาก เขาเพียงอยู่ในถ้ำไม่กี่วัน แม้ว่าอสูรอัคคีจะเข้ามาในวันแรกที่เขาอยู่ในถ้ำ ทางเจดีย์เทพสงครามยังไม่อาจอพยพได้อย่างรวดเร็ว

หวังหลินแค่คาดเดา สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเช่นนี้เพราะจิตวิญญาณเลือดที่บอกตำแหน่งปัจจุบันของหยางเซี่ยงและหลินท่าว

จังหวะที่หวังหลินเปลี่ยนทิศทาง อสูรอัคคีเข้ามาใกล้เขา พวกมันพ่นลาวาเข้าหาและหลายครั้งที่เกือบจะโดนตัวหวังหลิน เขากัดฟันกรอดขณะเคลื่อนไหวให้รวดเร็วที่สุดไปทางเจดีย์เทพสงคราม

ไม่นานหลังจากนั้นหวังหลินรู้สึกถึงกลิ่นอายแข็งแกร่งที่อยู่ห่างไกล เขาปล่อยสัมผัสวิญญาณออกมาและสังเกตเซียนกลุ่มหนึ่งที่มีคนนับหมื่นคนเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ

ฉากที่เหล่าเซียนนับหมื่นคนบนกระบี่ของตัวเองทำให้หวังหลินตกใจชั่วขณะ แต่เขาคืนสติมาได้อย่างรวดเร็วและเข้าหากองทัพเซียน

ท่ามกลางกองทัพเซียน มีรถศึกหลายคันที่เปล่งคลื่นพลังปราณอันรุนแรง

ทันใดนั้นอสูรอัคคีหยุดชะงักและอสูรอัคคีตัวใหญ่ทั้งสิบหกตัวขัดขวางเหล่ากองทัพเซียน กระบี่เหินมากกว่าหมื่นเล่มโจมตีโดยไม่ลังเลภายใต้คำสั่งของเซียนขั้นผลิดอกสิบคน ไม่นานหลังจากนั้นมีสองกลุ่มเหินร่างออกมาจากกองทัพและคนมากกว่าสองพันคนเข้าร่วมการต่อสู้

ด้านหน้าหวังหลินที่มาถึงกองทัพ แสงสองเส้นลอยเข้ามาและวนรอบตัวเขา สตรีสาวดูธรรมดาอยู่ตรงกลางวงแต่มีจิตสังหารออกมาระหว่างคิ้วของเธอ เธอมองไปที่อสูรอัคคีด้านหลังหวังหลินและเผยความเกลียดชัง เธอหันหน้ามองหวังหลินและถามขึ้น “สหายเซียน เจ้าเป็นศิษย์ของสำนักไหน? รีบพูดชื่อเจ้าออกมา”

หวังหลินเผยใบหน้าความหวาดกลัวและรีบตอบอย่างรวดเร็ว “ข้าเป็นศิษย์ของเจดีย์เทพสงคราม นามว่าหม่าเหลียง”

สตรีผู้นั้นมองหวังหลินอย่างเฉยชา “ชิงฉวน(青玄 Qīng xuán) นำเขาไปที่เจดีย์เทพสงครามเพื่อยืนยันตัวตน หากเขาไม่ใช่ศิษย์ของเจดีย์เทพสงครามให้สังหารซะ”

บุรุษหนุ่มเหาะออกมาและพยักหน้าไปที่หวังหลิน ทำท่าทางให้หวังหลินติดตามเขาไป จากนั้นเขาก็เหาะเข้าหากองทัพ หวังหลินคารวะด้วยสองมือไปที่สตรีสาวด้านหน้าก่อนจะติดตามไป

ในไม่ช้า เขาก็มาถึงใจกลางของกองทัพเซียน ยิ่งเขาเข้าใกล้จุดศูนย์กลาง ก็ยิ่งเข้าใจได้ว่ากองทัพเซียนขนาดใหญ่นี้น่าสะพรึงกลัวแค่ไหน มันเพียงพอให้ปกคลุมน่านฟ้าได้ ความผันผวนของพลังปราณที่นี่ถึงจุดที่ไม่อาจจินตนาการได้ไปแล้ว

แม้ว่าทั่วทั้งแคว้นจะปกคลุมไปด้วยควันสีดำที่ออกมาจากปล่องภูเขาไฟ ภายใต้ความผันผวนของพลังปราณจากกองทัพเซียนนี้ เส้นทางหนึ่งได้ถูกตัดจนเปิดออกบนควันเมฆขนาดมหึมา

ทุกหนแห่งที่ควันดำแยกออกจากกัน ไม่สามารถหยุดกองทัพเซียนได้ สิ่งที่หนาแน่นกว่าความผันผวนของพลังปราณนั่นก็คือปราณกระบี่ทั้งหมด มันหนาแน่นจนทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสี

ปราณกระบี่ได้เผยความสามารถขณะที่มันปะทะเข้ากับควันดำ โดยเฉพาะตอนนี้ยามรุ่งอรุณและเพิ่มการต่อสู้ด้านหน้าพวกเขา มันสร้างความรู้สึกน่าเกรงขามอย่างมาก

กระบี่เหินและสมบัติเซียนหลากหลายชิ้นได้แปล่งแสงบนท้องฟ้าราวกับดอกไม้ไฟที่โกลาหลวุ่นวายเกินจะตามทัน ฉากเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่หวังหลินจะไม่มีวันลืมเลือน เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ปรากฎเฉพาะในการต่อสู้ขนาดใหญ่เท่านั้น

เปรียบเทียบกับการล่มสลายของสนามรบต่างแดน มันมีความรู้สึกพิเศษของคนทุกคนที่ร่วมต่อสู้ด้วยกันและจำเป็นต้องออกจากแคว้นฮัวเฝิน

พลังเช่นนี้ไม่สิ่งที่คนเพียงคนเดียวสามารถทำได้ มันสำเร็จได้เพราะทั้งแคว้นถูกบังคับให้เคลื่อนย้ายเพื่อการอยู่รอด

มีเพียงฝูงอสูรอัคคีที่เข้าห้ำหั่นกัน

ช่วยไม่ได้ที่หวังหลินจะเคลิ้ม พอเขารู้สึกตัวก็มาถึงใจกลางกองทัพพร้อมกับบุรุษหนุ่มแล้ว

ชิงฉวนตะโกนขึ้น “ผู้สอดแนบจากสำนักลั่วเหอ ชิงฉวน ได้นำหม่าเหลียงจากเจดีย์เทพสงครามมา มีใครจากเจดีย์เทพสงครามยืนยันตัวเขาได้บ้าง?”

ใบหน้าหวังหลินสงบนิ่ง สตรีขั้นผลิดอกคนนั้นไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านเขาและน้ำเสียงเธอเต็มไปด้วยเจตนาที่จะนำเขาเข้าสู่ฝังตัวเอง

แต่หากไม่มีเจตนาของสตรีคนนั้น หวังหลินก็ยังเข้ามาที่นี่อยู่ดี เพราะว่านี่เป็นสถานที่แห่งเดียวที่เขาสามารถเข้ามาได้ขณะที่โดนเหล่าฝูงอสูรอัคคีตามไล่ล่า

แต่หวังหลินเป็นคนที่ระมัดระวังมาก ดังนั้นเขาจึงเตรียมการหลบหนีหากมีเรื่องแย่ๆเกิดขึ้น ด้วยการต่อสู้กับอสูรอัคคีด้านหน้า ไม่มีคนมากนักที่จะไล่ล่าเขาหากหลบหนี

ส่วนเหล่าเซียนขั้นผลิดอก ไม่มีใครเสียเวลามาจัดการคนเข้ามาและสังหารเขา เหล่าเซียนขั้นแตกหน่อเป็นกองกำลังหลักในการต่อสู้กับอสูรอัคคี ดังนั้นที่ดีที่สุดคนที่ส่งเขามาน่าจะเป็นเซียนขั้นสร้างลำต้นระดับปลายหรือขั้นแตกหน่อเทียม แต่เซียนขั้นสร้างลำต้นไม่ได้มีภัยคุกคามต่อหวังหลิน หากเข้ามาหนึ่งคนเขาก็สังหารหนึ่งคน หากเข้ามาสิบคนเขาก็สังหารสิบคนอย่างไม่มีความหวาดกลัว

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: