Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 136 หยางเสิน

ตอนที่ 136 หยางเสิน

Keepwalk แปล

ขณะที่ชิงฉวนพูดจบ ใบหน้าของสตรีผู้หนึ่งที่ยืนบนกระบี่ได้มัวหมองลงและบิดเบี้ยวหลังจากได้ยินคำว่า “หม่าเหลียง” เธอกัดฟันแน่น หยุดชะงักและหันตัวกลับมา สตรีผู้นี้งดงามมากแต่ใบหน้าเธอตอนหันเข้ามากลายเป็นรังเกียจ

สตรีคนนั้นเป็นคนที่หม่าเหลียงคิดถึงตลอดแม้แต่ในสนามรบต่างแดน แม่นางฉีซือ

เธอทักทายชิงฉวนจากนั้นมองหวังหลินด้วยใบหน้าน่าเกลียดและสายตาเย็นชา “คนชั่วช้านี้มาจากไหน? เจ้ากล้าแกล้งเป็นศิษย์ของเจดีย์เทพสงครามเชียวหรือ? พี่ชิงฉวน โปรดช่วยข้าสังหารเขา!” จบคำพูดเธอตบกระเป๋าและเข็มฝนสีดำยาวสองนิ้วปรากฎขึ้นในมือเธอ เธอเคลื่อนไหวข้อมืออย่างอ่อนโยนและเข็มฝนนั้นโจมตีหวังหลินอย่างรุนแรง

เส้นใยสีเทาอ่อนกระจายออกมาจากเข้ม สร้างเป็นเข็มหลายเส้นโปรยปราย มันปกคลุมท้องฟ้าจากนั้นตกลงมาหาหวังหลิน

ชิงฉวนตกใจ เขาไม่ได้ทำอะไรแต่ถอยหลังไปสองสามก้าว เขาจ้องหวงหลินอย่างเย็นชาโดยไร้คำพูด

ใบหน้าหวังหลินสงบนิ่งขณะที่เขาเหยียดยิ้มภายในใจ หวังหลินยื่นมืออกมาสร้างเป็นมือยักษ์ด้วยวิชาแรงโน้มถ่วง และจับเข็มทั้งหมดไว้อย่างง่ายดาย หวังหลินกวาดสัมผัสวิญญาณเข้าหา จากนั้นเก็บใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ

ทันใดนั้นใบหน้าสตรีสุดสวยกลายเป็นซีดเผือดขณะที่หยดเลือดไหลออกมาจากริมฝีปาก ร่างกายเธอสั่นสะท้านและกระบี่เหินใต้เท้าสูญเสียการเปล่งแสง เธอจ้องไปที่หวังหลินอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ในความทรงจำของเธอ หม่าเหลียงไม่อาจมีอำนาจเช่นนี้ได้ ไม่ต้องพูดถึงการหยุดสมบัติเซียนของเธอเลย แม้กระทั่งการลบล้างสัมผัสวิญญาณของเธอออกไปจากสมบัติเซียนก็ไม่อาจทำได้ จิตใจเธอระส่ำระสายเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

ขณะเดียวกัน แสงกระบี่สามเส้นออกมาจากใจกลางกองทัพเซียน เมื่อพวกมันมาถึงได้เผยเป็นบุรุษหนุ่มสามคน หนึ่งในนั้นเป็นหยางเซี่ยง

เขามองไปที่สตรีคนนั้นคราหนึ่งจากนั้นหันกลับมาที่ชิงฉวน “ขออภัยที่รบกวนท่าน พี่ชิงฉวน หม่าเหลียงผู้นี้เป็นศิษย์ของเจดีย์เทพสงครามจริงๆ ขอบคุรท่านมากที่ช่วยพาเขามาที่นี่”

ชิงฉวนมองพวกเขาอย่างมีนัยยะ เขาหัวเราะในลำคอขณะที่ส่ายหัวและจากไป หลังจากออกห่างได้เล็กน้อย เขาหันหน้ากลับมาและเห็นหยางเซี่ยงกำลังเคารพหม่าเหลียง สิ่งนี้ทำให้เขาตกใจ หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ เขาเปลี่ยนทิศทางและไปที่สำนักเหอตู๋(河圖 Hé tú)

หยางเซี่ยงไม่สนใจทุกคนรอบๆเขาและกระซิบกับหวังหลิน “นายท่านรู้จักบรรชนเฟิ่งหลวน(鳳欒 Fèng luán)ด้วยหรือ? เธออยู่บนรถศึกฟินิกซ์ห้าสีตัวนั้น เธอสั่งให้ข้ามาพาท่านไป”

หวังหลินพยักหน้าและมองไปที่กองทัพเซียนที่กำลังเคลื่อนที่ ใจกลางนั้นมีรถศึกฟินิกซ์ห้าสีอยู่คันหนึ่ง และที่ยืนบนนั้นเป็นสตรีสวมชุดคนยุโรปชั้นสูง เธอดูเหมือนจะสังเกตุได้ว่าหวังหลินจ้องและชำเลืองมองเขา

ใบหน้าหวังหลินสงบนิ่งขณะที่เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บรรพชนเฟิ่งหลวนคนนี้คือสตรีวัยกลางคนที่เป็นคนเดียวกันกับมานำจิตวิญญาณเลือดของโจวซื่อจงไป หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย เขาเคลื่อนกายไปหาเธอพร้อมกับหยางเซี่ยง เมื่อเขาผ่านฉีซือ หวังหลินมองเธอด้วยความคิดชั่วร้ายและวางเสี้ยวสัมผัสวิญญาณใส่เธออย่างเงียบๆ

สัมผัสวิญญาณนี้จะกระตุ้นใช้งานหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนและจากนั้นสตรีคนนี้จะตาย หลังมีพบประสบการณ์ในแคว้นจ้าว หวังตัดสินใจว่าเขาจะกำจัดทุกคนที่มีเจตนาทำร้ายเขา ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี เขาต้องหยุดมันไว้ก่อนที่จะสายเกินไป

นับตั้งแต่ที่ฉีซือโจมตีเขาครั้งแรก เมื่อนั้นเธอก็ไม่อาจว่ากล่าวว่าเขาเหี้ยมโหดได้

หยางเซี่ยงนำทางและกระซิบขึ้น “ตอนที่หลินท่าวกำลังทำสำเนาแผนที่ เขาถูกท่านบรรพชนเฟิ่งหลวนจับได้ ดังนั้นตอนนี้แผนที่จึงอยู่ในมือเธอ หลินท่าวถูกลงโทษเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะการอพยพ เขาคงถูกขังเดี่ยวนับสิบปี”

ใบหน้าหวังหลินสงบนิ่งแต่เขายิ่งระมัดระวังมากขึ้นและติดตามหยางเซี่ยงไปที่รถศึกฟินิกส์ห้าสี หยางเซี่ยงหยุดหลังจากเข้าใกล้รถศึกแต่หวังหลินเดินผ่านเขาไป เขามาถึงด้านหน้าบรรพชนเฟิ่งหลวน คารวะด้วยสองมือและพูดด้วยความเคารพ “หวังหลินคารวะผู้อาวุโส”

สตรีด้านหน้าถอนสายตาจากการรบและมองไปที่หวังหลิน เธอถามอย่างอ่อนโยน “หวังหลินเป็นชื่อจริงของเจ้าหรือ?”

หวังหลินพยักหน้าอย่างเงียบๆ ชื่อหวังหินนั้นธรรมดาเกินไป ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องซ่อน หากมันถูกเธอค้นพบว่าเขากำลังโกหกเรื่องชื่อเขา เมื่อนั้นมันคงแย่นัก

เฟิ่งหลวนมองไปที่กองทัพข้างหน้า เธอครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “ตอนนี้แคว้นฮัวเฝินอยู่ในอันตราย เมื่อเราถึงซวนหวู่ จะมีอีกการรบขนาดใหญ่รออยู่ ดังนั้นเราจึงลืมเรื่องนี้ได้ เจ้าไม่ต้องกังวล หากใครระรานเจ้า ข้าสามารถปกป้องเจ้าได้ แต่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากข้าช่วยเจ้า เมื่อนั้นข้าไม่เป็นหนี้เจ้าอีกแล้วสำหรับที่เจ้าช่วยซื่อจง”

ขณะที่เฟิ่งหลวนพูดจบ ทันใดนั้นท้องฟ้ามืดหม่น ในสนามรบอันห่างไกล ภูเขาไฟขนาดใหญ่สิบแห่งถูกตัดออกมาจากพื้นและโยนโดยเหล่าเซียนขั้นผลิดอกนับสิบคน อสูรอัคคีทั้งหมดกระจัดกระจาย แต่บางตัวถูกกระแทกและหันตัวกลับ

กองทัพเซียนใช้โอกาสนี้ทะลวงผ่านกองทัพและทำลายกองทัพนับสองหมื่นรวมถึงอสูรที่ไล่ล่าหวังหลิน

กระบี่เหินพุ่งผ่านช่องว่างทีละตัว เมื่อช่องว่างถูกเปิดขึ้น เหล่าเซียนก็ชนะแล้ว นอกจากนั้นเป้าหมายไม่ใช่เพื่อกำจัดอสูรอัคคีแต่เพื่อหลบหนี

เฟิ่งหลวนจ้องไปที่สนามรบ ทันใดนั้นรถศึกฟินิกซ์พุ่งออกมาและทะลวงผ่านเช่นกัน

อสูรอัคคีขนาดยักษ์ทั้งสิบหกตัวถูกรั้งไว้โดยเซียนขั้นผลิดอก พวกมันส่งเสียงคำรามซ้ำๆ แต่ในที่สุดก็หยุดและจ้องอย่างเยือกเย็นบนเหล่ากองทัพเซียนที่กำลังหลบหนี จากนั้นพวกมันเชื่อมแขนเข้าด้วยกัน คลื่นเสียงคำรามนั้นแปลกประหลาดออกมาจากปากพวกมันแต่ละตัว

ไม่นานหลังจากนั้นแสงสีแดงหลายเส้นออกมาจากหน้าผากพวกมันก่อร่างเป็นวงแหวนอัคคี ขณะที่วงแหวนอัคคีปรากฎ อสูรยักษ์ทั้งสิบหกตัวแสดงการอุทิศตนและส่งคำรามอย่างเศร้าโศก

ร่างพวกมันหดตัวลงอย่างรวดเร็วขณะที่พลังงานสีแดงเข้มได้ระเบิดเข้าวงแหวนอัคคี

กระบวนการนี้กินเวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมง เหล่าเซียนบางกลุ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงและเข้าไปหยุดพวกมัน แต่เมื่อเข้าไปใกล้ พวกเขากลับกลายเป็นฝุ่นจากพลังงานทำลายล้าง หลังจากเห็นเช่นนี้จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้เลย

อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ร่างอสูรยักษ์ทั้งสิบหกตัวกระจายหายไป พวกมันทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันกับวงแหวนอัคคี วงแหวนไม่ได้ขยายขนาดเพิ่มขึ้นแต่สีของมันได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ในท้ายสุด มันกระจายกลายเป็นจุดเล็กๆหลายจุดและหายไป

ขณะนั้นเอง เหล่าอสูรอัคคีทั้งงหมดภายในฮัวเฝินหยุดโจมตีและคุกเค่าลงกับพื้นส่งเสียงร้องอย่างเศร้าโศกในเลาเดียวกัน ทันใดนั้นอสูรอัคคีตัวหนึ่งหล่นลงกับพื้นและเริ่มกระตุก หากมองเข้าไปใกล้ๆจะเห็นจุดแสงสีแดงหนึ่งจุดบนหน้าผากของมัน ร่างกายมันขยายออกอย่างรวดเร็วและในเวลาไม่ถึงชั่วโมงมันก็เติบโตจนมีขนาดสิบฟุต

ไม่นานหลังจากนั้นอสูรอัคคีตัวอื่นถูกจุดสีแดงสัมผัสเข้าและร่างพวกมันขยายขนาดเพิ่มขึ้น ในไม่เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง อสูรอัคคีทั้งหมดในฮัวเฝินดูเหมือนผ่านการเปลี่ยนแปลง พลังของมันเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า

อสูรพวกนั้นเปลี่ยนเป็นลอยเข้าสู่อากาศและไล่ล่ากองทัพเซียน ยิ่งอสูรที่เปลี่ยนร่างเข้าร่วมการล่ามากขึ้น ยิ่งทำให้ฉากนี้ดูน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก

เซียนขั้นผลิดอกสิบคนกลับจากสนามรบเข้ากองทัพเซียน เซียนสี่คนกลับเข้าไปที่กลุ่มของเจดีย์เทพสงคราม หนึ่งในชายชราใบหน้าซีดเผือดได้กวาดสายตาไปที่รถศึกและจับสายตาไปที่หวังหลิน น้ำเสียงเขาหนาวเหน็บขณะถามขึ้น “เด็กคนนี้หรือที่ล่ออสูรอัคคีมาที่นี่?”

หวังหลินจ้องชายชราด้วยสายตาเยือกเย็นและพยักหน้า

ชายชราพยักหน้าไม่กี่ครั้งจากนั้นมือขนาดใหญ่ของเข้าพุ่งเข้าหาหวังหลิน ใบหน้าเฟิ่งหลวนมืดหม่นเล็กน้อยขณะที่เธอตบรถศึกฟินิกซ์ นกฟินิกซ์ห้าสีตัวหนึ่งปรากฎขึ้นและส่งเสียงร้องจิ๊บๆ มันกระพือปีกตัวเองและลำแสงห้าสีกระจายออกมา

ชายชราถอนมือตัวเอง เขาจ้องไปที่เฟิ่งหลวนและตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “เฟิ่งหลวน เจ้ากำลังทำอะไร? ไม่เพียงแต่มันครอบงำศิษย์ของเจดีย์เทพสงครามของเรา มันยังล่ออสูรอัคคีมาที่นี่ เจ้าก็รู้ว่ามีศิษย์นับพันคนของฮัวเฝินตายในการรบนั้น”

เฟิ่งหลวนเผยใบหน้าหนักแน่นและพูดอย่างเด็ดขาด “ตราบใดที่ข้าอยู่ที่นี่ ท่านไม่อาจสังหารเขาได้”

โจวจิน(周瑾 Zhōu jǐn)จ้องเฟิ่งหลวนด้วยสีหน้าทมึงทึง เขาครุ่นคิดเล็กน้อยจากนั้นพูดขึ้น “คนผู้นี้ไม่ใช่หม่าเหลียง ดังนั้นเขาไม่ใช่ศิษย์ของเจดีย์เทพสงครามของเรา แม้ว่าข้าไม่อาจสังหารเขาได้ แต่เขาก็ไม่สามารถรั้งอยู่ที่นี่ได้”

เฟิ่งหลวนหันเข้าหาหวังหลิน “หวังหลิน เจ้ายินดีจะเป็นศิษย์กิตติมศักดิ์ของข้าหรือไม่?”

หวังหลินขอบคุณเธออย่างรวดเร็วพลางพยักหน้า

สายตาของโจวจินแคบลงและเยือกเย็น ระดับฝึกตนของเฟิ่งหลวนอยู่ระดับเดียวกันกับเขาที่อยู่ขั้นผลิดอกระดับต้น แต่คู่ฝึกเซียนของเธอ หยางเสิน อยู่ขั้นผลิดอกระดับกลาง การไปขัดใจกับเซียนขั้นผลิดอกสองคนไม่คุ้มกับเรื่องเล็กเพียงนี้ โจวจินเปล่งคำพูด “เมื่อเฟิ่งหลวนรับคนผู้นี้เป็นศิษย์ ข้าจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้อีกต่อไป หากยกเรื่องตัวตนของเขาออกไป จะมีอีกหลายการรบที่ใกล้เข้ามา เพียงขั้นสร้างลำต้นระดับกลางของเขา มันคงยากที่จะรอดได้อย่างปลอดภัย”

เช่นเขาสะบัดแขนเสื้อและจากไป

จากขั้นผลิดอกสามคนที่เหลือ มีเพียงหนึ่งคนที่เหาะเข้าหาเฟิ่งหลวน อีกสองคนยิ้มอย่างอ่อนโยนและห่างกันไป คนที่เหาะมาทางเฟิ่งหลวนดูเหมือนปราชญ์วัยกลางคน เขาอยู่ขั้นผลิดอกระดับกลางที่โจวจินหวาดหวั่น หยางเสิน

เขามองหวังหลินและขมวดคิ้ว จากนั้นถอนหายใจไปที่เฟิ่งหลวนและถามขึ้น “น้องหลวน…ทำไมเจ้าทำเช่นนี้?”

เฟิ่งหลวนจ้องหยางเสิ่นอย่างเย็นชาและพูดขึ้น “หากไม่ใช่เพราะเขา หงเอ๋อคงตายในสนามรบต่างแดนไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะท่านส่งเสริมเธอ หงเอ๋อจะเข้าไปสถานที่อันตรายเช่นนั้นได้ยังไงกัน?”

หยางเสินหันเข้าหาหวังหลินและโค้งคำนับ จากนั้นเขาหยิบเศาหยกออกมาและสะบัดมืออก โยนมันไปให้หวังหลินและพูดขึ้น “หยกชิ้นนี้เป็นสมบัติเซียนขั้นผลิดอกที่ข้าสร้างเมื่อปีก่อน ข้าลบสัมผัสวิญญาณของข้าออกไปแล้ว เมื่อเจ้าทำสัญญา เจ้าจะสามารถใช้มันเพื่อปกป้องตัวเจ้าเองในการรบที่จะมาถึง”

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: