Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 140 ทะเลปิศาจ

ตอนที่ 140 ทะเลปิศาจ

Keepwalk แปล

ใบหน้าหวังหลินกลายเป็นยุ่งเหยิงขณะที่ได้ยินว่าค่ายกลผนึกแคว้นถูกทำลาย นั่นเป็นข่าวร้ายสำหรับเขา เมื่อเหล่าอสูรอัคคีอออกมาได้ เป้าหมายแรกของมันก็คือเขา

ความคิดที่อสูรอัคคีไล่ล่าเขาทำให้สมองหวังหลินด้านชา เขารีบตัดสินใจว่าจะต้องได้แผนที่ส่วนสุดท้ายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นและดูเหมือนว่าเขาไม่อาจรอจนถึงสิ้นเดือนเพื่อเม็ดยาเส้นทางสรวรรค์ได้อีกแล้ว

พอคิดเช่นนี้คิ้วหวังหลินก็ขมวดขึ้น ชิ้นส่วนสุดท้ายของแผนที่อยู่ในมือเฟิ่งหลวนและเขาไม่ได้มีเวลาพอที่จะสังหารเซียนได้ตามความต้องการ หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ดวงตาหวงหลินสว่างขึ้นและตัดสินใจ

หวังหลินพบหลินท่าวและหยางเซี่ยงด้วยสัมผัสวิญญาณของเขาและจากนั้นเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบไปหน้าหยางเซี่ยง

หยางเซี่ยงเป็นหนึ่งในศิษย์ที่รับผิดชอบการลาดตระเวน เขาไม่กล้าผ่อนคลายเมื่อต้องเฝ้าระวังอย่างตื่นตัว แต่ช่วยไม่ได้ที่สายตาเขาจะหันไปทางเหนือของภูเขา เมื่อเห็นเซียนขั้นวิญญาณแรกเริ่มเหาะผ่านเขาไป เขากลับรู้สึกได้ว่ามีเรื่องใหญ่มากกำลังจะเกิดขึ้น

หยางเซี่ยงถอนหายใจขณะที่เขาหักห้ามความรู้สึกหนักใจ ขณะที่เขากำลังจะไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือแต่ทันใดนั้นเขารู้สึกบางอย่าง ดังนั้นจึงได้เหาะเหินไปทางป่าหมอกหนาทึบในทิศเหนือ หลังจากเข้ามาในป่าหมอก เขามองไปรอบๆและพูดด้วยความนับถือ “หยางเซี่ยงคารวะนายท่าน”

หวังหลินออกมาจากต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาตรวจสอบหยางเซี่ยงก่อนที่จะถามขึ้น “โจวซื่อจงอยู่ที่ไหน?”

หยางเซี่ยงสงสัยแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เขาคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบไป “หากข้าจำไม่ผิด ศิษย์น้องจงควรจะอยู่ในทีมที่สามของกองกำลังที่สี่ แต่ข้าไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัด”

หวังหลินมองหยางเซี่ยงและพูดขึ้น “ข้าคืนจิตวิญญาณโลหิตของโจวซื่อจงไปแล้ว”

ร่างหยางเซี่ยงสั่นกระตุกและหายใจติดขัดแต่เขาก็สงบลงอย่างรวดเร็ว หยางเซี่ยงเชิดศีรษะขึ้นและมองที่หวังหลิน ปากเขาเปิดออกมาราวกับต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง

ใบหน้าหวังหลินสงบนิ่ง “หากเจ้าสามารถทำให้โจวซื่อจงมาที่นี่ได้ ข้าจะคืนจิตวิญญาณโลหิตให้กับเจ้า”

ดวงตาหยางเซี่ยงแดงก่ำและลมหายใจติดขัดอีกครั้ง หลังจากผ่านไปเวลานานเขาก็กระซิบขึ้น “นายท่านพูดจริงหรือ?”

หวังหลินขมวดคิ้วแต่ก็ยังพยักหน้า

โดยไร้ซึ่งคำพูด หยางเซี่ยงนำเศษหยกออกมาและวางบนหน้าผาก หวังหลินเห็นแต่เพียงหินหยกเปล่งประกายไม่กี่ครั้งก่อนจะถูกโยนออกไป จากนั้นหยางเซี่ยงหายตัวไปปรากฎตัวอยู่ไกลลิบ

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เสียงกระบี่เหินดังออกมาจากพื้นที่ห่างไกลและสตรีสุดสวยริมฝีปากแดงระเรื่อ ผิวหนังขาวละเอียดและสัดส่วนโค้งเว้าผู้หนึ่งได้มาถึง คนผู้นี้คือโจวซื่อจง

เธอเก็บกระบี่เหินของตัวเองกลับไปและเพียงขณะที่กำลังจะพูด เธอก็เห็นหวังหลินอยู่ด้านข้างหยางเซี่ยง ทำให้ใบหน้าเธอซีดเผือดทันที

หวังหลินสะบัดมือและจิตวิญญาณโลหิตของหยางเซี่ยงก็ลอยเข้าหาเขา เขารู้สึกละอายใจขณะที่จับมันไว้และจากไปโดยไม่กล้ามองโจวซื่อจง

ใบหน้าโจวซื่อจงขาวซีดและเธอกัดริมฝีปากตัวเอง “ท่านบรรพชนเฟิ่งหลวน…เป็นแม่ของข้า เมื่อเธอเห็นข้าจึงสังเกตได้ทันทีว่ามีบางอย่างหายไป ดังนั้น…”

หวังหลินส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ “เรื่องนี้จบไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรจะกล่าวถึงมันอีก โจวซื่อจง ข้าอยากให้เจ้าช่วยข้าเรื่องหนึ่ง”

โจวซื่อจงตกตะลึงและถามขึ้น “แผนที่หรือ?”

หวังหลินพยักหน้า “บ้านของข้าอยู่ไกลมากมายนัก มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหาเจอหากไม่ใช้แผนที่”

โจวซื่อจงมองไปที่หวังหลินด้วยความซับซ้อนและพูดขึ้น “ช่วยข้าสังหารสองคน”

หวังหลินขมวดคิ้ว “ระดับฝึกตนอะไร?”

ดวงตาของโจวซื่องจงกลายเป็นเยือกเย็นขณะที่ตอบกลับมา “คนแรกอยู่ที่ขั้นพื้นฐานลมปราณระดับกลาง และอีกคนอยู่ที่จุดสูงสุดขั้นพื้นฐานลมปราณระดับปลาย”

“ตกลง!” หวังหลินไม่ลังเล

“ท่านควรจะรู้จักทั้งสองคนนี้ไว้ หนึ่งในนั้นเป็นแม่นางที่หม่าเหลียงคนก่อนชื่นชอบ ฉีซือ อีกคนคือโจวอู๋ที่มักจะหลงกลเธอ ท่านไม่ควรสังหารเขาตอนนี้ ท่านสามารถสังหารทั้งสองได้ตอนข้าจากไปแล้ว ส่วนเรื่องแผนที่ ข้าจะไปนำมันมาให้ท่านภายในหนึ่งชั่วโมง” หลังจากโจวซื่อจงพูดจบ เธอมองหวังหลินอย่างมีความหมายก่อนจะจากไปด้วยกระบี่เหิน

“หม่าเหลียง นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะช่วยเจ้า…” โจวซื่อจงเผยแววตาเศร้าโศกขณะที่เธอบินจากไปอย่างช้าๆ

หวังหลินมองด้านหลังโจวซื่อจงอย่างมีนัยสำคัญก่อนจะกระจายสัมผัสวิญญาณของตัวเองเพื่อคืนหา ฉีซือ เขาทิ้งเสี้ยวขอบเขตจวี่บนตัวเธอมาก่อน ดังนั้นมันจึงง่ายที่จะตามหาเธอ

หลังจากค้นหาตำแหน่งฉีซือ หวังหลินก็ก้าวไปข้างหน้าและลงไปใต้ดิน ผ่านไปครึ่งชั่วโมง หวังหลินโผล่กลับมา เขานั่งขัดสมาธิรอคอยโจวซื่อจงกลับมา

หวังหลินมีใบหน้าประหลาดใจเมื่อพบฉีซือและโจวอู่ ทั้งสองอยู่ในภูเขาลูกหนึ่งในพื้นที่ห่างไกล ทั้งคู่กำลังปฏิสัมพันธ์และส่งเสียงพึ่บพั่บออกมา

หวังหลินปรายตามองและวางเสี้ยวสัมผัสวิญญาณอันหนึ่งเพื่อให้มันกระตุ้นในครึ่งเดือนบนตัวโจวอู่ ก่อนจะจากมาอย่างเงียบเชียบ

หลังการรอคอยในหมอกหนาอยู่ชั่วขณะ คนที่เข้ามาไม่ใช่โจวซื่อจงแต่เป็นศิษย์สตรีคนหนึ่งขั้นรวบรวมลมปราณแทน เธอโยนเศษหยกเข้าไปในป่าและวิ่งหนีออกมาโดยไม่หันมามองด้านหลัง

มือขวาหวังหลินขยับเขยื้อนและหินหยกลอยเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว เขาตรวจสอบหยกด้วยสัมผัสวิญญาณก่อนจะเก็บมันกลับไป จากนั้นสูดหายใจลึก เข้าไปในพื้นดินและจากไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากชิ้นส่วนแผนที่รวมเข้าด้วยกัน หวังหลินจึงบอกได้ว่าแคว้นฮัวเฝินเป็นส่วนหนึ่งของทวีปโจวหวู่ สถานที่ที่เรียกกันว่าทะเลปิศาจ ได้ขวางกั้นที่นี่และทวีปจ้าว

หากเขาต้องการกลับไปที่แคว้นจ้าว เข้าต้องข้ามทะเลปิศาจแห่งนี้ สถานที่ที่เล่ากันว่าเต็มไปด้วยเหล่าเซียนนอกรีด

ตัวแผนที่มีเพียงข้อมูลทะเลปิศาจเล็กน้อยเท่านั้น มันเพียงบอกได้ว่าสถานที่แห่งนี้อันตรายอย่างมากและกระทั่งเซียนขั้นวิญญาณก่อกำเนิดยังไม่กล้าเข้าไปอย่างเปิดเผย

และแผนที่กระทั่งชี้ให้เห็นว่าทะเลปิศาจนั้นไม่ได้เป็นทะเลของจริง ย้อนกลับไปในยุคโบราณ ทะเลแห่งนั้นได้ระเหยไปหมดโดยเซียนที่แข็งแกร่งตนหนึ่งเพื่อสังหารศัตรูตนเอง

จากนั้นมาทั่วทั้งทะเลปิศาจก็เต็มไปด้วยหมอก ดังนั้นมันจึงพูดให้ง่ายๆว่ามันเป็นทะเลหมอกมากกว่า เหล่าสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเลปิศาจจะปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในทะเลหมอกนี้เช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกันเพราะหมอกพิเศษของทะเลปิศาจ มันจะกลายเป็นน้ำทะเลทุกปีเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน

เนื่องจากภูมิประเทศอันแร้นแค้น ทรัพยากรขาดแคลนอย่างหนัก จึงมีจิตวิญญาณอยู่น้อยมาก การสังหารผู้คนเป็นเรื่องปกติไปเลย ทั้งหมดนี้จึงทำให้ทะเลปิศาจกลายเป็นศูนย์รวมของเหล่าเซียนนอกรีด แม้กระทั่งอาชญากรจากแคว้นอันดับสูงที่ถูกแคว้นตัวเองตามล่ากลับหนีมาที่ทะเลปิศาจแห่งนี้

ชื่อทะเลปิศาจมาจากเรื่องพวกนี้ ส่วนชื่อจริงของมันไม่มีใครจำได้ ทะเลปิศาจเป็นสถานที่ที่ยุ่งเหยิงและวุ่นวาย มีเซียนปกติน้อยคนนักที่จะเข้าไปที่สถานที่แห่งนั้น

หวังหลินย่อยข้อมูลภายในหินหยกและใช้วิชาหลบหนีปฐพีไปด้วย ทันใดนั้นเขาหยุดกึกเมื่อสังเกตสัมผัสวิญญาณที่กระจายออกไปจากบนพื้นได้และเห็นกระบี่เหินสองเล่มลอยผ่านท้องฟ้า คนข้างหน้าเป็นสตรีใบหน้าหงุดหงิดและซีดมาก ร่างเธอดูเหมือนพร้อมจะหล่นทุกเมื่อ

สตรีผู้นี้เป็นคนสวย งดงามและสง่าราวกับนางฟ้า เธอคือลี่มู่หวานจากสำนักลั่วเหอที่หวังหลินเคยเจอครั้งหนึ่ง

คนที่กำลังไล่ล่าเธอเป็นชายหนุ่มผมเงาวับ ไม่เพียงแต่ชายหนุ่มคนนั้นไม่เร่งรีบที่จะไล่ล่าเธอแต่เขายังแกล้งหยอกล้อเสียงดัง “ทูนหัวของข้า ข้าสังหารชายทุกคนในกลุ่มชายสิบสามของเจ้าหมดแล้ว เจ้าจะหนีไปที่ไหนได้?”

ลี่มู่หวานยังคงเงียบขณะที่เธอกัดริมฝีปากล่างและเหินไปข้างหน้า

ชายหนุ่มโบกสะบัดมือตัวเอง ลี่มู่หวานกรีดร้องออกมาขณะที่เสื้อผ้าชิ้นใหญ่ตัวหนึ่งบนหลังเธอฉีกขาด เผยให้เห็นผิวขาวเนียนและอ่อนโยน

ชายหนุ่มหัวเราะออกมาขณะดมกลิ่นเศษเสื้อผ้าฉีกขาดนั้น แววตาเขาสว่างขึ้น หวังหลินเพียงมองเล็กน้อยก่อนจะถอนหายตาออกมา ระดับฝึกตนของชายหนุ่มคนนั้นสูงมาก ขั้นแกนลมปราณระดับกลาง เขาคงไม่ต้องเจอปัญหาอะไรขณะที่เป้าหมาของเขาเป็นเพียงการหนีไปก่อนที่เหล่าอสูรอัคคีมาถึง

หวังหลินเพียงเคยเจอลี่มู่หวานอยู่คราหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลจำเป็นที่จะเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเธอ แต่ขณะเดียวกันนั้น ดวงตาของชายหนุ่มสว่าขึ้นและเขาโยนลำแสงสีดำเส้นหนึ่งพุ่งตรงมาตำแหน่งที่หวังหลินซ่อนตัวอยู่

“มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่รู้จักวิชาหลบหนีปฐพี่กำลังซ่อนอยู่ที่นี่ ตั้งแต่ที่เราพบกัน เจ้าซ่อนได้ดี”

หวังหลินถอนหายใจออกมาและกระโดดออกไปในจังหวะที่แสงสีดำปะทะเข้ากับพื้น ลี่มู่หวานสบโอกาสดังนั้นเธอจึงหันตัวกลับมา เธฮเผยใบหน้ายินดีและตะโกนขึ้น “นั่นเจ้า! ศิษย์พี่ใหญ่ โปรดช่วยข้าเถอะ!” กระนั้นกระบี่เหินของเธอเปลี่ยนทิศและมาถึงถัดจากหวังหลินในทันที

ชายหนุ่มหัวเราะ เขาสะบัดมือและกระบี่เหินแปดเล่มปรากฎขึ้น ทั้งหมดพุ่งหาหวังหลินและลี่มู่หวาน ยิ่งกระบี่เหินเข้าใกล้ขึ้นแต่ส่วนใหญ่กลับมีเป้าหมายที่หวังหลิน มีเพียงเล่มเดียวที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ลี่มู่หวาน และมันดูเหมือนไม่ได้พยายามสังหารเธอ เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มคนนี้ต้องการให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อ

หวังหลินลอบถอนหายใจขณะจับแขนลี่มู่หวานและหลบหลีกอันตรายจากกระบี่เหิน เขาดึงตัวเธอลงไปใต้ดินและกระตุ้นวิชาหลบหนีปฐพีเพื่อหนีไปให้ไกล

วิชาหลบหนีปฐพี่เป็นวิชาของโลกเซียนยุคโบราณของจริง แม้ว่าวิชาย่อยนี้จะด้อยกว่าวิชาต้นฉบับ หวังหลินที่กำลังจับตัวอีกคนหนึ่งหนีไปด้วย ความเร็วของเขาแทบจะไม่ลดลง

ชายหนุ่มควบคุมกระบี่เหินเพื่อโจมตีบนพื้น เขาเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยขณะที่คลื่นกระแทกส่งผ่านลงสู่ใต้ดิน แต่ขณะที่ความเร็วของหวังหลินรวดเร็วขึ้น ใบหน้าชายหนุ่มยิ่งเคร่งเครียดมากและมุ่งเป้าไปที่การไล่ล่า

แม้ว่าเขาจะเป็นเซียนขั้นแกนลมปราณคนหนึ่ง เขาไม่ได้เชี่ยวชาญด้านความเร็ว หากหวังหลินใช้กระบี่เหินธรรมดาของเซียนขั้นพื้นฐานลมปราณตามปกติ มันจะไม่มีอะไรมาก แต่เมื่อเทียบกับวิชาหลบหนีอันเชี่ยวชาญ จุดอ่อนของเขาก็เผยออกมา ยิ่งเขาไล่ล่า ระยะห่างระหว่างเขากับหวังหลินยิ่งกว้างขึ้น

ใบหน้าหวังหลินมืดหม่นขณะที่เขามองกลับไปที่ลี่มู่หวานด้วยท่าทางไม่เห็นใจ หัวใจของลี่มู่หวานตกลงไปอยู่ตาตุ่ม เธอได้ลากเขาลงไปด้วย เธอกัดริมฝีปากล่างตัวเองและพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “คนผู้นี้เป็นผู้อาวุโสของสำนักเซียนคู่ของแคว้นซวนหวู่ เขารู้ว่าข้ามีเม็ดยาเส้นทางสวรรค์ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาไม่สนใจสถานะของตัวเองและไล่ข้ามา”

โดยไม่รอให้เธอพูดจบ ดวงตาหวังหลินสว่างขึ้น “เจ้ามีเม็ดยาเส้นทางสวรรค์หรือ?”

สายตาของหวังหลินบนลี่มู่หวานกลายเป็นตกตะลึง เธอเป็นคนฉลาดมากไม่เช่นนั้นเธอก็ไม่ควรพูดคำหกคำนั้นออกมา “เม็ดยาเส้นทางสวรรค์” เพื่อให้เขาช่วยเธอ

นอกจากนั้นทั้งคู่ก็มาจากฮัวเฝิน ดังนั้นตกอยู่ในมือเขาก็ยังดีกว่าตกอยู่ในมือของเซียนขั้นแกนลมปราณคนนั้น พอคิดเช่นนี้ เธอพูดขึ้นทันที “ข้าไม่มีเม็ดยาเส้นทางสวรรค์ตัวสมบูรณ์ มันเป็นเพียงผลผลิตกึ่งสมบูรณ์เท่านั้น…” ดวงตาเธอเริ่มแดงขณะที่เธอเห็นหวังหลินจ้องอย่างโหดร้ายและรีบอธิบายออกมา “เม็ดยาเส้นทางสวรรค์ของสำนักลั่วเหอไม่มีใครทำเสร็จสมบูรณ์ ทุกเม็ดอยู่ในสภาวะกึ่งสมบูรณ์ ทว่ามันเพียงต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อหลอมมันเป็นผลผลิตที่สมบูรณ์ นั่นเป็นเพราะเมื่อเม็ดยาเส้นทางสวรรค์เส้นสิ้น มันจะไม่มีทางเก็บรักษาได้ มันต้องบริโภคภายในหนึ่งปี ไม่เช่นนั้นประสิทธิภาพจะลดลงอย่างมาก”

ความคิดหวังหลินเปลี่ยนไปทันที เดิมทีเขาวางแผนออกไปรอบๆฮัวเฝินเพื่อเข้าไปในทะเลปิศาจ แต่ตอนนี้เขาจับมือนุ่มๆของแม่นางลี่มู่หวานและพุ่งไปที่ชายแดนของฮัวเฝิน

หวังหลินมีสองทางเลือกตอนนี้ หนึ่งคือกลับไปที่สมาพันธ์ฮัวเฝิน มีเหล่าเซียนอันทรงพลังอยู่ที่นั่นและขณะที่เข้าถึง พวกเขาจะปลอดภัย ทว่าเซียนขั้นแกนลมปราณคนนั้นอาจไม่ยอมให้ทั้งคู่หนีไปไกล หากลี่มู่หวานเปลี่ยนใจเมื่อได้รับความปลอดภัย ตอนนั้นมันคงยากที่เขาจะได้เม็ดยาเส้นทางสวรรค์

ทางเลือกที่สองคือไปที่ชายแดนของฮัวเฝิน พิจารณาว่านานแค่ไหนกันตั้งแต่ที่ค่ายกลผนึกแคว้นถูกทำลายลง เหล่าอสูรอัคคีควรจะอยู่บนเส้นทางนั้น

หวังหลินไม่ลังเลที่จะเลือกทางเลือกที่สอง

ชายหนุ่มไล่ตามต่อไป เมื่อเห็นเหยื่อของตัวเองกำลังหนีห่างไปไกลขึ้น เขาโกรธเกรี้ยวขึ้นมาและหยิบเอาใบไม้ผลึกจากกระเป๋าออกมา ชายหนุ่มมองไปที่ใบไม้เล็กน้อยก่อนจะโยนมันออกไป ใบไม้โตขึ้นจนมันยาวสิบฟุต ชายหนุ่มกระโดดไปบนใบไม้ จากนั้นสร้างผนึกบนมือและร้องตะโกนขึ้น “ด่วน!”

ขณะที่พูดคำนั้น ใบไม้ลอยไปข้างหน้าด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ มันเร็วมากจนทิ้งภาพติดตาขณะที่เรือนร่างหายไป

ระยะห่างระหว่างทั้งสองเริ่มลดลงและใบหน้าลี่มู่หวานยิ่งซีดกว่าเดิม เธอไม่กล้าคิดว่าหากชายหนุ่มคนนั้นจับเธอได้จะเกิดอะไรขึ้น เธอโกรธที่หวังหลินไม่ไปทางสมาพันธ์ฮัวเฝิน แต่เธอกล้าเพียงเก็บมันไว้ในใจขณะที่ไม่ต้องการแสดงความหวาดกลัวให้หวังหลินเห็นจนทิ้งเธอไว้เบื้องหลัง

ใบหน้าหวังหลินสงบนิ่งขณะที่เขาคำนวณเวลาอย่างระมัดระวัง เป็นเวลาราวสามชั่วโมงตั้งแต่ข่าวเรื่องค่ายกลผนึกแคว้นถูกทำลายมาถึงหูเขา รวมกับเวลาที่เซียนขั้นวิญญาณก่อกำเนิดเคลื่อนย้ายพลังทั้งหมดมาที่นี่และเวลาหลังจากเหล่าอสูรทำลายค่ายกลลงได้ เหล่าอสูรต้องมาถึงขอบชายแดนซวนหวู่ตอนนี้

ขณะที่เขากำลังคำนวณอยู่นั้น เขาตรวจจับเมฆสีแดงกำลังม่วนห่างไปไกลในระยะสัมผัสวิญญาณ เมื่อชายหนุ่มเห็นเมฆสีแดง เขาหยุดกึกและยกเลิกการไล่ล่าทันที ด้วยตำแหน่งของเขาจึงรู้เหตุผลที่ฮัวเฝินบุกรุกซวนหวู่ เหตุผลก็คือเหล่าอสูรอัคคีกำลังสร้างเมฆสีแดง

เหล่าอสูรอัคคีนั้นรวดเร็วมากและวิชาหลบหนีปฐพีของหวังหลินก็รวดเร็วเช่นกัน ดังนั้นเมื่อทั้งสองฝ่ายผ่านกันไป ช่วงขนาดใหญ่ก็ถูกสร้างขึ้น

หัวใจของลี่มู่หวานเต้นรัวขณะที่เธอมองเมฆแดงนั้น ในที่สุดเธอสงบใจได้เล็กน้อยเมื่อสังเกตได้ว่าพวกมันเคลื่อนตัวห่างไกลออกไป ทว่าในที่สุดเธอก็ตระหนักบางอย่างได้และตะโกนขึ้น “เร็วเข้า หยุด! เราต้องกลับไปและรายงานมัน…ไม่ใช่ว่าอสูรอัคคีควรจะถูกผนึกไว้ในค่ายกลผนึกแคว้นหรือ?”

หวังหลินมองเธออย่างเยือกเย็นและพูดขึ้น “พวกเขารู้แล้ว ไม่มีอะไรให้เจ้าต้องกังวล”

เพียงแค่นั้น สัมผัสวิญญาณอันทรงพลังแห่งหนึ่งกระจายออกมาและมันชี้เป้าบนร่างหวังหลิน หวังหลินตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดังนั้นเขาจึงหยิบเอาขวดน้ำพลังปราณออกมาและดื่มลงไปจนหมด เขาเค้นวิชาหลบหนีปฐพีออกมาได้ 1.2 เท่าของความเร็วปกติและหลบหนีอย่างรวดเร็วพร้อมกับลี่มู่หวาน

ทันใดนั้นเหล่าอสูรอัคคีที่ได้บินไปไกลแล้วต่างหยุดลง ทั้งหมดส่งเสียงคำรามออกมาจากนั้นหันตัวและเริ่มไล่ล่าหวังหลิน

ทว่าระยะห่างระหว่าทั้งสองนั้นใหญ่หลวงนักและการตอบสนองของหวังหลินรวดเร็วมาก ทดแทนการเชื่องช้าด้วยการเร่งความเร็วขึ้น ดังนั้นแม้เหล่าอสูรอัคคีกำลังไล่ล่า พวกมันเพียงตามหลังอยู่ไกลลิบและไม่อาจตามทันได้ในเร็วๆนี้แน่

ลี่มู่หวานหวาดกลัวขณะที่เธอสังเกตการเปลี่ยนนั้นได้ แต่จากนั้นเธอก็ประหาดใจกับความคิดนี้ เธอรู้สึกราวกับว่าเหล่าอสูรอัคคีพวกนี้ไม่ได้ต้องการทำลายฮัวเฝินแต่กลับไล่ล่าชายหนุ่มเยือกเย็นนี้แทน

วิชาเซียนหลบหนีเบญจธาตุของจริงเป็นวิชาในตำนาน ไม่เพียงมันต้องการพลังปราณจำนวนมาก มันยังมีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับพรสวรรค์ของคนคนหนึ่ง ทว่าสิ่งที่หวังหลินเรียนรู้เป็นเพียงสาขาย่อยอันหลากหลาที่เรียกกันว่าวิชาหลบหนีปฐพี นอจากการบริโภคพลังปราณจำนวนมากแล้ว พรสวรรค์ไม่ได้ต้องการสูงนัก เขากระทั่งแก้ไขปรับแต่งวิชาเซียนหลังจากใช้มันหลายครั้ง แม้ว่าหวังหลินจะไม่ได้รู้ลึก เขาใช้ทดลองใช้มันหลายครั้งตั้งแต่เรียนรู้ จนตอนนี้หวังหลินใช้ออกได้อย่างง่ายดาย

ส่วนเรื่องการบริโภคพลังปราณนั้นดีเยี่ยม ด้วยความสัตย์จริง สิ่งสุดท้ายที่หวังหลินกลัวก็คือการบริโภคพลังปราณ

หวังหลินใช้วิชาหลบหนีปฐพีนี้ต่อเนื่องเป็นเวลาสามวันขณะที่เขานำตัวลี่มู่หวานข้ามฮัวเฝิน อสูรอัคคีไล่ล่าเขาใกล้มาขึ้นและเสียงคำรามของพวกมันได้ยินจนตอนนี้ ที่ชายแดนของฮัวเฝิน หวังหลินขึ้นมาบนพื้น เขามองไปที่ทะเลปิศาจ จากนั้นหันไปหาลี่มู่หวานที่ใบหน้าซีดและเบื่อหน่าย “เจ้ามั่นใจแค่ไหนที่สามารถหลอมเม็ดยาก่อนที่เหล่าอสูรจะจับเราได้?”

ณ จุดนี้ ลี่มู่หวานกลัวหวังหลินจาก้นบึ้งหัวใจ เธอมั่นใจได้ว่าเป้าหมายของเหล่าอสูรอัคคีเป็นบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ ทำไมเหล่าอสูรอัคคีถึงเมินสมาพันธ์ฮัวเฝินและทั้งหมดมุ่งหน้าเพื่อไล่ล่าเขาแทน? มองไปที่อสูรอัคคี ราวกับว่าพวกมันมีความแค้นฝังใจกับคนผู้นี้

สิ่งสำคัญที่สุดคือลี่มู่หวานรู้เรื่องวิชาหลบหนีปฐพีเพียงเล็กน้อย เว้นแต่คนผู้นั้นจะอยู่ขั้นแกนลมปราณ มันเป็นไปไม่ได้ที่เซียนคนหนึ่งจะใช้วิชานี้ต่อเนื่องเป็นเวลาสามวัน เธอเริ่มอยากรู้อยากเห็นเรื่องน้ำที่หวังหลินมักจะดื่มเมื่อเขามีพลังปราณลดต่ำลง

ตอนนี้เมื่อเธอได้ยินคำพูดหวังหลิน ใบหน้าเธอกลายเป็นซีดแล้วซีดอีกมากกว่าเดิม ด้วยความฉลาดของลี่มู่หวาน เธอจะไม่รู้ได้อย่างไรในความหมายที่ซ่อนอยู่ของคำถามนั้น? หากเธอทำเช่นนั้น จากนั้นเขาอาจจะไล่เธออกมาราวกับตัวล่ออสูรอัคคีหรืออะไรแบบนั้น

หากแต่เธอทำไม่ได้ เธอเชื่อว่าชายหนุ่มเย็นชาคนนี้คงนำเม็ดยาเส้นทางสวรรค์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นี้ไปและทิ้งเธอไว้เบื้องหลัง

พอคิดเช่นนี้ ร่างลี่มู่หวานเริ่มสั่นสะท้าน เธอเห็นเซียนจำนวนมากถูกอสูรอัคคีจนร่างฉีกขาด ดังนั้นจึงตกใจมาก

คิ้วของหวังหลินขมวดเป็นปม ตอนนี้เวลาเป็นสิ่งสำคัญ หญิงสาวคนนี้ยังตาลอยแบบมึนงง ความเป็นไปได้เท่าไหร่ที่ผ่านความคิดเธอไปตอนนี้? ทว่าการคาดเดาของลี่มู่หวานแย่ลงเรื่อยๆ แม้ว่าเธอทำมันไม่เสร็จตอนนี้ หวังหลินคงนำเม็ดยากึ่งสมบูรณ์นี้ไป แต่เขายังคงให้สมบัติช่วยชีวิตเธอด้วย เพิ่มด้วยความจริงที่ว่าอสูรอัคคีไล่ล่าเขา เธอคงมีโอกาสสูงที่จะเอาตัวรอดได้

จิตใจลี่มู่หวานสั่นเทาเมื่อเธอเห็นหวังหลินขมวดคิ้ว เธอกัดริมฝีปากล่างตัวเองและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “พี่…ท่านพี่ เวลาช่างน้อยนักสำหรับข้าที่จะสร้างมันให้สมบูรณ์ แต่ข้า…ข้าสามารถหลอมมันได้ ข้ารู้วิธีสร้างเม็ดยาแทบจะทุกตัวจากสำนักลั่วเหอและข้าจำสูตรโบราณได้หลายชนิด ตราบใดที่ข้ามีวัตถุดิบ ข้าสามารถสร้างมันได้”

หวังหลินตกตะลึงและมองลี่มู่หวานสองสามครั้ง จากนั้นเขาเห็นแสงสีแดงกำลังใกล้เข้ามาและจับลี่มู่หวานไปด้วย เขามุ่งหน้าเขาสู่ทะเลปิศาจ

ลี่มู่หวานไม่รู้ว่าคำพูดของเธอได้หลอกหวังหลินเข้าเต็มเปา ในสายตาเขา ลี่มู่หวานเป็นเตาหลอมยาเดินได้ หากเขาใช้คุณสมบัติของเธอ ระดับฝึกตนของเขาจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล

หวังหลินได้ความคิดนี้จากบันทึกชีวิตของซุนโย่วค่าย

ทะเลปิศาจมีขนาดใหญ่มากและโดยพื้นฐานแล้วมันเป็นหลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่ง ไม่ผิดที่จะเรียกทะเลปิศาจว่าสระน้ำยักษ์ เพียงสระนี้ก็มีเทือกเขาหลายแห่ง ไม่มีต้นไม้ แต่มีพืชพันธ์แสนประหลาด หากตรวสอบประวัติศาสตร์ของตนเอง พวกเขาจะพบได้ว่าพืชตามรายทางพวกนี้มีเบาะแสสาวไปถึงพืชทะเลโบราณ

ฤดูกาลที่หวังหลินเข้าทะเลปิศาจเป็นตอนที่หมอกหนาทึบที่สุด ไม่นานหลังจากนี้หมอกจะกลายเป็นน้ำ และจากนั้นหนึ่งเดือน น้ำทั้งหมดจะกลายเป็นหมอกอีกครั้ง

ลี่มู่หวานถูกหวังหลินลากเข้าไปในหมอกหนา ร่างทรงเสน่ห์สั่นเทาขณะที่เธอกัดริมฝีปากล่างตัวเองและกระซิบ “พี่…ท่านพี่ นี่มันทะเลปิศาจ!”

หวังหลินตอบอย่างเยือกเย็น “ข้ารู้!”

ลี่มู่หวานลอบถอนหายใจและไม่กล้าส่งเสียง

จังหวะที่พวกเขาเข้ามาในทะเลปิศาจ เศษพลังงานหยินเข้ามาในร่างกายเขา นี่ทำให้หวังหลินตื่นตัว เขาไม่คาดว่าจะหาพลังปราณหยินเจอที่นี่ สิ่งนี้ทำให้เขามีความสุขมาก

เปรียบกับฮัวเฝิน ทะเลปิศาจราวกับเศษน้ำแข็ง สร้างเป็นความแตกต่างอันใหญ่หลวงกับฮัวเฝิน นี่เป็นครั้งแรกของลี่มู่หวานที่เข้ามาในทะเลปิศาจ เรื่องราวมากมายที่เธอได้ยินเกี่ยวกับทะเลปิศาจเข้ามาในความคิดเธอทำให้ใบหน้าซีดเผือดกว่าเดิมเสียอีก

หวังหลินหยุดตัวในใจกลางหมอก หมอกในจุดนี้ไม่ได้หนามาก ดังนั้นชายแดนของฮัวเฝินจึงมองเห็นได้ เขาเห็นเมฆสีแดงกำลังเข้าใกล้มาในระยะไกลๆ แต่เมื่ออสูรอัคคีเข้ามาที่ชายแดง ไม่มีตัวไหนข้ามผ่านมาได้ พวกมันเพียงคำรามไปที่หวังหลิน

อสูรอัคคีค่อยๆรวมตัวกันมากขึ้น แต่ไม่มีอสูรอัคคีตัวไหนเข้ามาในทะเลปิศาจ มันราวกับว่ามีรอยแยกขนาดยักษ์บนพื้นและพวกมันไม่ต้องการข้าม

หลังจากผ่านไปเวลานาน ในที่สุดอสูรอัคคีตัวหนึ่งก็พุ่งออกมา แต่ขณะที่มันสัมผัสกับหมอก มันก็ร้องโหยหวน ร่างกายมันหดเหี่ยวอย่างรวดเร็วและผิวกายเปลี่ยนจากขาวเป็นแดง และเป็นสีเทา ฉากนี้ดูราวกับโยนถ่านหินร้อนๆเข้าไปในน้ำแข็ง

หลังจากเห็นเช่นนี้ จิตใจหวังหลินสงบลงเล็กน้อย ตามแผนของเขา หากอสูรอัคคีพุ่งเข้ามา เหล่าอสูรและเซียนจากที่นี่คงจะหยุดพวกมันเอง

และทะเลปิศาจมีขนาดหลายพันเท่าของแคว้นฮัวเฝิน แม้ว่าแผนที่จะไม่ได้บอก มันก็ชี้ให้เห็นถึงขนาดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ด้วยทะเลปิศาจขนาดใหญ่เช่นนี้ หากหวังหลินต้องการซ่อนตัวที่นี่ เหล่าอสูรอัคคีคงยากที่จะหาตัวเขาพบ

หวังหลินเคลื่อนร่างกายไปและจับลี่มู่หวาน เตาหลอมยาสำเร็จรูปไปด้วยและเหาะหนีไปอย่างรวดเร็ว สัมผัสวิญญาณขอบเขตจวี่ของเขาปล่อยออกมา หวังหลินจับตาสิ่งรอบด้านอย่างตื่นเขา เขาต้องสร้างถ้ำขึ้นมาและทะลวงผ่านขั้นแกนลมปราณให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หลังจากทะลวงผ่านได้และกลายเป็นเซียนอันดับหนึ่งที่ต่ำกว่าขั้นวิญญาณแรกกำเนิด เขามีความมั่นใจว่าจะเอาตัวรอดในทะเลปิศาจได้

Facebook Comments

7 thoughts on “Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 140 ทะเลปิศาจ

  1. ก้อง สุพรรณพิมพ์ says:

    สนุกๆครับ เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ..จะขอติดตามและสนับสนุนตลอด จบกว่าจะจบครับ^^

  2. PJ Indy Aday says:

    สนับสนุนทำไงครับ กำลังมันส์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: