Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 154 ค่ายกลมังกรประจัญบาน

ตอนที่ 154 ค่ายกลมังกรประจัญบาน

Keepwalk แปล

ความเร็วพวกเขาเพิ่มขึ้น

ขณะที่หวังหลินเหาะเหิน เขาได้ปรับปรุงขอบเขตจวี่ของตนเอง หลังจากใช้ไปหลายครั้งมันได้รับความเสียหายดังนั้นหวังหลินจึงนั่งภายในจิตสำนึกและค่อยๆรักษาตัวมันเอง

ยามบ่ายวันที่สอง สำนักปิศาจรบปรากฎขึ้นในระยะสายตา ขอบเขตจวี่ของหวังหลินฟื้นฟูขึ้นมาได้ถึงจุดหนึ่ง ขณะที่มองภูเขา ยอดของมันเปลี่ยนเป็นรูปร่างมังกรราวกับมีมังกรตัวหนึ่งนั่งอยู่บนยอด บนเศียรมีชายชราผมขาวยืนอยู่คนหนึ่ง ใบหน้าเขามืดทะมึนและสายตาจ้องอย่างเยือกเย็นบนตัวหวังหลิน

บนอากาศมีร่างเซียนขั้นแกนลมปราณลอยอยู่นับสิบคน พวกเขาสร้างเป็นค่ายกลกระบี่ขึ้นมาแห่งหนึ่ง เมื่อพวกเขาเห็นหวังหลินต่างเผยใบหน้าอันซับซ้อน แววตาเต็มไปด้วยความกลัวและตกใจ ทั้งสิบสร้างกระบี่เหินเป็นวงกลมประสานกันตรงกลาง กระบี่ปะทะกันเสียงดังจนมีประกายไฟลอยออกมา

ร่างเหนือเศียรสะบัดมือ ดวงตามังกรสว่างขึ้นและคลื่นพลังปราณออกมาจากมังกรนั้น มีเซียนหนึ่งคนยืนอยู่หนึ่งคนต่อเกล็ดมังกรหนึ่งชิ้นด้วยกระบี่ของตนเอง มันเป็นภาพที่ราวกับมังกรมีชีวิต

ซางก้วนโม่มองภาพเบื้องหน้าอย่างระมัดระวังเล็กน้อยและพูดขึ้น “ค่ายกลมังกรประจัญบาน!”

มู่เป่ยอธิบายรวดเร็ว “ค่ายกลมังกรประจัญบานคือค่ายกลป้องกันสำนักของสำนักปิศาจรบ เล่าลือกันว่ามีเพียงเซียนขั้นวิญญาณแรกกำเนิดเท่านั้นที่สามารถทำลายมันได้แต่มีคนเพียงน้อยนิดในสำนักที่เชื่อเรื่องนั้น นอกจากนี้ไม่มีใครในเขตนี้มีค่ายกลที่ทรงพลังเช่นนั้น”

หวังหลินชำนาญเรื่องค่ายกลเพียงน้อยนิดและหลังจากมองมันแวบเดียวลี่มู่หวานพูดขึ้นทันที “นี่ไม่ใช่ค่ายกลแต่เป็นมนต์อัศจรรย์ที่ทำให้วิญญาณของทุกคนสื่อสารบนร่างมังกรไปยังคนบนเศียร ทำให้เขามีระดับฝึกฝนเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง”

ขณะเดียวกันร่างที่ยืนอยู่บนเศียรมีดวงตาสว่างขึ้นและตะโกน “สหายเซียนที่มีสัญลักษณ์ลงโทษ ข้าเป็นจ้าวสำนักปิศาจรบ เจี๋ยตงเล่ย พร้อมกับศิษย์ของสำนักจำนวน 13,562 คน นับตั้งแต่หัวหน้าอาวุโสเฉียนคุนไปตอแยเจ้า เจ้าสังหารเขานับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่เจ้ากลับมาที่นี่ หากเจ้าชนะการต่อสู้นี้ ทั้งสำนักปิศาจรบจะฟังคำสั่งเจ้า แต่หากเจ้าแพ้จงอย่ากล่าวหาว่าตาเฒ่านี้นำเม็ดยาฝึกฝนไป เจ้ากล้าสู้ไหม?”

น้ำเสียงคำรามราวกับสายฟ้าและกระจายไปทั่วบริเวณ ศิษย์ทั้งหมด 13,562 คนทั้งหมดตะโกนออกมาในเวลาเดียวกันสร้างเป็นคลื่นเสียงแบ่งแยกเมฆาบนท้องฟ้าเป็นหลายส่วน เริ่มจากจุดล่างสุดของมังกรไปจนถึงยอดอย่างรวดเร็ว กระบี่นับหมื่นเล่มเปล่งประกายสร้างเป็นวงแหวนพลังปราณ ยิ่งสูงขึ้นวงแหวนยิ่งหนาแน่นขึ้นพร้อมกับคนบนยอดที่เปล่งแรงกดดันอันแข็งแกร่ง

ในเวลาเดียวกันเหล่าเซียนขั้นแกนลมปราณทั้งสิบคนเหาะเข้าหาหวังหลินอย่างรวดเร็ว

หวังหลินปล่อยมือลี่มู่หวานและกระโดดเข้าหาด้วยสายฟ้าแดงที่กระพริบวาบในแววตา ร่างเซียนทั้งสิบสั่นเทา พวกเขาไม่กล้าเคลื่อนไหวไปข้างหน้าต่อ ทั้งสิบคนนี้ได้ใช้กรรมวิธีหลากหลายแบบเพื่อเรียนรู้ความแข็งแกร่งของหวังหลินในหลายวันที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นหวังหลินพุ่งเข้าหาจึงช่วยไม่ได้ที่จะลังเล

สายตาหวังหลินกวาดผ่านพวกเขาก่อนจะลากเส้นเอ็นมังกรด้านหลังทำให้ศพหลายพันร่างกระแทกเข้าต่อต้านมังกร

เมื่อร่างหลายพันร่างปะทะกับมังกรกลับมีกำแพงหมอกสีแดงขนาดใหญ่ปรากฎขึ้น ต้องขอบคุณม่านป้องกันนี้ทำให้ค่ายกลป้องกันของสำนักปิศาจรบย้อมด้วยสีแดงเข้ม

วงแหวนทั้งหมดรวมไปที่ชายชราบนเศียร กลิ่นอายอันทรงพลังออกมาจากร่างเขาจากนั้นเสื้อผ้าฉีกขาดทำให้เขาขยายขนาดมากกว่าเดิมหลายเท่า

พลังปราณอันทรงพลังพรั่งพรูออกราวกับคลื่นมหาสมุทรจากชายชราและผลักดันพลังฝึกตนจากขั้นแกนลมปราณระดับกลางไปสู่ระดับปลายได้ตรงๆ จากนั้นมันทะลุผ่านไปเข้าสู่ขั้นวิญญาณแรกกำเนิดระดับต้นโดยไร้วิญญาณเซียน

ขั้นวิญญาณแรกกำเนิดเทียมแต่เดิมทีเป็นเพียงหุ่นเชิดที่เกิดขึ้นโดยเหล่าแคว้นอันดับสูงๆ

เจี๋ยตงเล่ยร้องคำรามขณะกระโดดไปบนอากาศ เขามองเหล่าเซียนขั้นแกนลมปราณอย่างเยือกเย็นและตะโกนขึ้น “ขยะไร้ประโยชน์ ไปซะ!”

เซียนขั้นแกนลมปราณทั้งสิบคนเผยใบหน้าโล่งใจขณะที่เคลื่อนร่างไปด้านข้างอย่างรวดเร็วและจากนั้นจ้องหวังหลิน

เจี๋ยตงเล่ยจ้องไปบนหวังหลินจากนั้นยิ้มกว้างและพูดขึ้น “ข้าได้รวบรวมข่าวลือทั้งหมดเกี่ยวกับเจ้าเมื่อเจ้ากำลังมาที่นี่ ดูเหมือนว่าผู้คนต่ำกว่าขั้นแกนวิญญาณแรกกำเนิดไม่อาจทำอันตรายเจ้าได้ แต่ตอนนี้ข้ามีพลังของขั้นวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว ให้ข้าดูเถอะว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้เช่นไร!”

ใบหน้าลี่มู่หวานซีดจาง เธอมองหวังลินด้วยสายตากังวล ทว่าเมื่อเห็นสายตาดูถูกของหวังหลินเธอกลับผ่อนคลายอย่างไม่รู้สาเหตุ

มู่หนานและมู่เป่ยร้องครางในใจ เดิมทีพวกเขาคิดว่าหวังหลินคงชนะได้แน่ๆแต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่รอพวกเขาอยู่คือความโกรธเกรี้ยวของจ้าวสำนักเจี๋ยตงเล่ย พูดได้ว่าสำนักปิศาจรบมีวิธีอันเหี้ยมโหดหลายทางในการจัดการกับคนทรยศ

จิตวิญญาณโลหิตของซางก้วนโม่อยู่ในมือหวังหลินดังนั้นหากหวังหลินตาย เขาก็ตายด้วยเช่นกัน ซางก้วนลอบด่าในใจขณะพยายามหาทางคิดจะหาทางรอดในสถานการณ์นี้

หวังหลินเหยียดยิ้มในใจขณะที่กระโดดเข้าลงด้านหน้าเจี๋ยตงเล่ยห่างไปสิบเซี้ยะขณะที่จ้องเขาอย่างเยือกเย็น

“เจ้ารู้จักมนต์แห่งความตายใช่ไหม? แสดงให้ตาเฒ่าคนนี้เห็นว่าพลังของมนต์แห่งความตายเจ้าเป็นเช่นไร!” ร่างเจี๋ยตงเล่ยหายตัวไปและปรากฎตัวอีกทีห่างไปร้อยเซี้ยะจากหวังหลิน

ขณะที่เจี๋ยตงเล่ยหายไป ร่างหวังหลินถอยกลับไปจนเขาห่างจากเจี๋ยตงเล่ย 166 เซี้ยะ เจี๋ยตงเล่ยหายวับไปอีกคราและหวังหลินถอยห่างมากกว่า 233 เซี้ยะ เมื่อห่างมากขึ้นเจี๋ยตงเล่ยเริ่มคิด

เขาขมวดคิ้วขณะจ้องหวังหลินและเยาะเย้ย “นี่หมายความว่าเช่นไร?”

ดวงตาหวังหลินเผยอาการครุ่นคิดก่อนจะพูดออกมา “ข้าจะไม่เข้าไปสู้อีกต่อไป” สิ้นคำพูดเขาเหาะไปด้านข้างลี่มู่หวานและจับเอวเธอพร้อมกับเคลื่อนตัวไปที่ภูเขาลูกหนึ่งห่างไปสามร้อยเซี้ยะ นั่งลงและเยาะเย้ยเจี๋ยตงเล่ย

เจี๋ยตงเล่ยขมวดคิ้วยิ่งขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้…” ก่อนที่เขาจะพูดจบร่างกายได้หายวับไป พลันปรากฎตัวอีกครั้งด้านขวาหวังหลินพลางอ้าปากและปล่อยลำแสงสีขาวออกมา ลำแสงกลายร่างเป็นเสือเขี้ยวดาบและกระโจนใส่หวังหลิน

ขณะเดียวกันมือขวาสะบัดพร้อมกับตาข่ายไฟฟ้าปรากฎขึ้น ตาข่ายลอยเข้าหาอย่างรวดเร็ว

หวังหลินสงบนิ่งขณะเหยียดยิ้ม เมื่อเสือเขี้ยวดาวกระโจนเข้ามา เจ้าปิศาจที่อยู่ในเส้นเอ็นมังกรกระโดดออกมาและกัดกินเจ้าเสือตัวนั้น

ในเวลานั้นกระบี่ผลึกพุ่งออกมาและล้อมรอบตาข่ายพลางปล่อนเสียงกระหึ่ม หลังจากโดนกระบี่ฟันไปหลายครั้งตาข่ายสายฟ้ากระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ส่วนเจี๋ยตงเล่ย เปลวไฟน้ำแข็งเปล่งคลื่นพลังความหนาวเย็นบนมือหวังหลิน จังหวะที่เปลวไฟน้ำแข็งปรากฎนั้นใบหน้าเจี๋ยตงเล่นเปลี่ยนสีและเขาถอยหลังทันที แต่ขณะเดียวกัรฝนเข้าเห็นสายฟ้าแดงในสายตาหวังหลินเคลื่อนไหว พร้อมกันนั้นวิญญาณของเขาสั่นกระตุก

วิญญาณสั่นสะท้านทำให้ร่างกายหยุดกึกเป็นผลให้เปลวไฟน้ำแข็งปะทะเข้าหน้าอก เปลวไฟกระจายออกอย่างรวดเร็วและโลหิตพุ่งออกมาจากลำคอ เขารีบถอยอย่างรวดเร็วและไม่หยุดจนกระทั่งเข้าใกล้เศียรมังกรในระยะร้อยจ้าง

สองมือสร้างผนึกขึ้นหลายชุดกระทบกับหน้าอกหลายครั้งจากนั้นเขากลืนเม็ดยาจำนวนหนึ่งพลางร้องคำรามออกมา มีเฉพาะน้ำแข็งที่ได้ปกคลุมครึ่งร่างไปเรียบร้อยเริ่มขยับขึ้นไปที่หน้าอกและมันถูกบังคับให้ออกมา

เปลวไฟน้ำแข็งริบหรี่ สีของมันหม่นลงมากพร้อมกับกลับเข้าหาฝ่ามือหวังหลิน ในตอนเริ่มต้นหวังหลินไม่ได้คิดว่าจะเป็นฝ่ายรุกและเพียงยืนห่างสามร้อยจ้างด้วยใบหน้าเยาะเย้ยเท่านั้น

ฝ่ามือของเจี๋ยตงเล่ยหยุดตีหน้อก เขาจ้องหวังหลินและถามขึ้นทันที “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

หวังหลินตอบอย่างเยือกเย็น “ข้าไม่ได้รู้อะไรเลย ข้าเพียงแค่สังเกตเห็นกลิ่นอายของเจ้าต่างไปเมื่อเทียบกับระยะห่างหนึ่งร้อยจ้างกับร้อยห้าสิบจ้างและสามร้อยจ้างที่เจ้าหลุดออกจากขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด”

ลี่มู่หวานเป็นคนฉลาดและเธอเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นพลางถามอย่างนุ่มนวล “บาดแผลของเขาก็แกล้งทำด้วยหรือ?”

“บาดแผลที่เกิดจากเปลวไฟน้ำแข็งเป็นของจริงแต่เมื่อเขากลับเข้าไปใกล้เศียรมังกรระยะหนึ่งร้อยจ้าง พลังปราณได้รักษาเขาจนหายสนิท เขาเพียงแค่พยายามพาข้าเข้าไปสู้ในระยะหนึ่งร้อยจ้างใกล้เศียรมังกร” เป็นครั้งแรกที่หวังหลินพูดมากกับลี่มู่หวานแต่แม้ว่าเขาจะพูดกับเธอ ทว่าสายตายังไม่ละทิ้งเจี๋ยตงเล่ย

เมื่อเขาเห็นค่ายกลครั้งแรกพลันตกตะลึง ถ้าสิ่งนี้มีอยู่จริงเช่นนั้นเขาจะไม่เป็นอมตะในบริเวณนี้เลยหรือ? ตราบใดที่เขาจ่ายพลังปราณอย่างเพียงพออาจจะได้รับระดับความแข็งแกร่งสูงเท่าเซียนขั้นตัดวิญญาณ หากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นมา ทำไมสำนักปิศาจรบไม่ได้เป็นผู้ควบคุมของหนานต้าวเสียเอง?

จึงสงสัยว่าวิชานี้ต้องมีจุดอ่อนบางอย่าง สิ่งแรกที่ทุกคนคิดคือเวลาอันสั้นและผู้ใช้วิชานี้ต้องรู้เรื่องนั้นดี ดังนั้นเขาจึงควรใช้วิธีบางอย่างเพื่อช่วยปกปิดข้อบกพร่อง

หากมีเพียงข้อเสียเดียวมันคงเป็นวิชาที่ทรงพลังอย่างมาก ทว่าหวังหลินสังเกตเจี๋ยตงเล่ยได้ว่าเขายั่วยุให้ต่อสู้แทนที่จะเข้ามาสังหารหวังหลินตรงๆ จึงพบว่าเรื่องนี้แปลกประหลาดเกิน หวังหลินคำนวณระยะห่างระหว่างทั้งคู่และคิดว่าราวๆสามร้อยจ้าง

ด้วยความคิดนี้หวังหลินจึงออกมาหนึ่งร้อยจ้าง จากนั้นร้อยห้าสิบจ้าง สองร้อยจ้างและในที่สุดสามร้อยจ้างก่อนจะพบข้อเสียจริงๆของวิชานี้

ยิ่งไปกว่านั้นเขาได้รับพลังจากเศียรมังกร ระดับฝึกฝนจึงลดต่ำลง ใบหน้าเจี๋ยตงเล่ยไม่สงบนิ่งแม้จะคิดว่าระดับฝึกตนสูงมากแต่กลับไม่สามารถใช้มันได้จริงๆ ถึงหวังหลินจะเดาออกได้เล็กน้อยทว่าก็ไม่ไกลจากความเป็นจริงเท่าไหร่

ระดับฝึกตนเขาจะอ่อนแอลงอย่างมากที่ระยะสามร้อยจ้างและในช่วงระยะนั้นโอกาสชนะของเขาจะต่ำมาก และหากหวังหลินถอยกลับห่างไปมากกว่าสามร้อยจ้างเมื่อนั้นระดับฝึกตนของเขาจะตกลงจากขั้นวิญญาณแรกกำเนิดและกลับไปสู่ขั้นแกนลมปราณทันที

*หมายเหตุ 1 จ้าง = 3.3 เมตร

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: