Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 159 ชายชราผ้าคลุมเขียว

ตอนที่ 159 ชายชราผ้าคลุมเขียว

Keepwalk แปล

ชายชราผ้าคลุมสีเขียวนั่งบนยอดน้ำเต้าพร้อมกับมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พลันตบน้ำเต้าและเหาะขึ้นไป สองนิ้วชูขึ้นและคีบแสงผลึกที่ปรากฎตัวเบื้องหน้า เขาเยาะเย้ยแต่ทันใดนั้นใบหน้าเยาะเย้ยได้เปลี่ยนแปลงทันที

แสงผลึกระหว่างสองนิ้วของเขาค่อยๆหายไป มันเป็นภาพติดตา

ชายชราขยับศีรษะตัวเองทันทีขณะที่แสงผลึกปาดเข้าใบหน้าเขา แสงผลึกกระพริบไม่กี่ครั้งก่อนจะหายตัวไป

เขาไม่หยุดเคลื่อนไหวทว่าใบหน้ามืดมัว พลันปัดโลหิตบนแก้มตัวเองด้วยสองนิ้วและนำเข้าปากเลียโลหิตออกก่อนจะหลับตาคิด

“เจ้าหนูคนนี้ช่างกล้า!” ผ่านไปนานเขาลืมตาขึ้นและตบบนน้ำเต้าพลันหดตัวกลับไปขนาดเท่าเดิม เขาเปิดน้ำเต้าออกและดื่มไปอึกหนึ่ง ของเหลวข้างในปลดปล่อยเหล้าที่มีกลิ่นหอมหวาน

ณ ฮัวเฝิน

แม้ว่าภัยพิบัติของอสูรอัคคีถูกแก้ไขโดยแคว้นอันดับสี่ พลังปราณที่เต็มไปด้วยธาตุอัคคีทำให้มันไม่อาจฝึกฝนได้พร้อมด้วยความจริงที่ว่าพื้นดินร้อนระอุ ทั่วแคว้นปกคลุมด้วยลาวาและภูเขาไฟที่กำลังแตกออกมาเปลี่ยนอาณาจักรธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่สูญเปล่า

เมืองสง่างามในอดีตปกคลุมอยู่ในลาวาและสิ่งก่อสร้างทั้งหมดสูญสลาย ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลือในแคว้นฮัวเฝิน ทั้งแคว้นราวกับสุสานอันเงียบสงัด

หวังหลินและลี่มู่หวานเหาะอยู่เหนือแคว้นอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ครุ่นคิดอย่างเงียบๆขณะที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในฮัวเฝิน แม้ว่าหวังหลินจะมีความรู้สึกผสมปนเปกับเรื่องทั้งหมดนี้ หากลูกปัดฝืนลิขิตฟ้าไม่ได้ดูดซับอสูรอัคคี ตอนนั้นเขาคงถูกมันกลืนกินไปแล้ว

เรื่องทั้งหมดนี้ถูกนับว่าเป็นความบังเอิญ ไม่มีผิดหรือถูก หากเขามีตัวเลือกในขณะนั้น แม้จะรู้ผลลัพธ์ก็ยังต้องทำแบบเดิม

ที้งสองเคลื่อนที่ผ่านน่านฟ้าราวกับดาวตก ในไม่ช้าทั้งคู่ก็ผ่านสถานที่ที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก ลี่มู่หวานมองหวังหลินแต่ไม่ได้พูดอะไร

ส่วนหวังหลินกำลังคิดเรื่องคนที่กำลังไล่ล่าเขาอยู่และไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ทันใดนั้นหวังหลินยืดแขนออกเบื้องหลังและกระบี่ผลึกร่อนลงบนฝ่ามือ

ทันใดนั้นหวังหลินหยุดกึกขณะจ้องรอยเลือดบนตัวกระบี่เหิน เขาป้ายโลหิตบนฝ่ามือและจ้องมันชั่วครู่ ใบหน้ายิ่งกลายเป็นไม่สงบนิ่ง เขารู้สึกถึงความหนาแน่นพลังปราณจากโลหิตนี้มันมีพลังปราณจำนวนมากในเลือดไม่กี่หยด คนผู้นี้บรรลุระดับขั้นอะไรกัน?

หวังหลินขวดหยกออกมาและวางเลือดเข้าไปข้างใน ตอนนี้เขารู้สึกราวกับมีภูเขาทับบนหน้าอกพลันมองคำว่า “ลงโทษ” เหนือศีรษะและเยาะเย้ยมัน จากนั้นเหาะเหินอย่างรวดเร็วพร้อมกับอุ้มลี่มู่หวานไปด้วย

หลังจากข้ามผ่านชายแดนฮัวเฝินอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่เห็นภูเขาที่เดิมทีสมาพันธ์ฮัวเฝินได้สร้างถิ่นฐานไว้ ธงทั้งสี่ผืนของฮัวเฝินแขวนบนยอดภูเขา สร้างเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นพื้นที่ของสมาพันธ์ฮัวเฝิน

หลังจากทั้งสองมาถึงที่นี่หวังหลินก็หยุดลง เขาครุ่นคิดเล็กน้อยและจากนั้นพูดขึ้น “ข้าจะส่งเจ้าลงที่นี่”

ลี่มู่หวานกักริมฝีปากเล็กน้อยขณะที่เธอมองเบื้องหลังเขาและพูดขึ้น “ท่านตามข้ากลับไปซ่อนตัวที่สำนักลั่วเหอสักครู่จะดีไหม?”

หวังหลินพูดอย่างสงบนิ่ง “ไม่จำเป็น” สิ้นคำพูดเขาลังเลเล็กน้อยขณะมองลี่มู่หวานพลันแตะหน้าผากตัวเองและจิตวิญญาณโลหิตของลี่มู่หวานลอยออกมา

หวังหลินไม่ลังเลที่จะคืนมันแต่เขาได้ทิ้งร่องรอยของขอบเขตจวี่ไว้ข้างในก่อนจะคืนมันให้

หวังหลินค่อยๆพูดขึ้น “ขอบคุณเจ้าสำหรับสี่ปีที่ผ่านมา ข้าได้ทิ้งเสี้ยวสัมผัสวิญญาณของข้าไว้ในจิตวิญญาณเลือดของเจ้าแล้ว ใครก็ตามที่อยู่ต่ำกว่าขั้นวิญญาณแรกกำเนิดไม่อาจทำร้ายเจ้าได้”

ลี่มู่หวานเผยแววตาซับซ้อนและถามขึ้น “เราจะมีโอกาสพบเจอกันอีกไหม?”

หวังหลินครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมา เขาไม่ได้ตอบคำถามแต่นำสิ่งของบางอย่างจากกระเป๋าและยื่นให้ลี่มู่หวาน มันเป็นเตาปรุงยาร้อยอสูร เขาได้มันกลับคืนมาหลังจากสังหารคุนซาง

ลี่มู่หวานรับเตาปรุงยาร้อยอสูรไปหลังจากมองมันสักพักเธอเงยหน้าขึ้น “นี่คือเม็ดยาที่ข้าปรุงมันในหลายปีนั้น หยกนี้จะอธิบายรายละเอียดมันทั้งหมด” จบคำพูดเธอนำขวดขนาดเล็กออกมามากกว่าสิบขวดและยื่นมันให้หวังหลินพร้อมกับหินหยก

หลังจากหวังหลินรับมันมาเขาเก็บมันเข้ากระเป๋าจากนั้นมองลี่มู่หวานและคารวะด้วยสองมือ “สี่ปีที่ผ่านมาข้าได้สัญญากับเจ้าว่าจะพาเจ้ากลับอย่างปลอดภัย ตอนนี้ข้าได้ทำตามสัญญาแล้ว เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก ลาก่อน!”

หวังหลินกำลังจะจากไปแต่ลี่มู่หวานพลันตะโกนขึ้น “ท่านพี่ ของขวัญนี้ข้าให้ท่าน” เธอนำหยกสีขาวออกมาและโยนมันให้หวังหลิน จากนั้นเธอเหาะเหินไปสมาพันธ์ฮัวเฝินโดยไม่หันหลังกลับมามอง

หวังหลินจับหยกนั้นไว้และตรวจสอบมัน ข้อความที่ลี่มู่หวานทิ้งไว้ให้ดึงขึ้นภายในโสตประสาทเขา “ท่านพี่ หวานเอ๋อไม่รู้จักนามของท่านเพราะท่านไม่เคยบอกข้าในสี่ปีที่ผ่านมา ข้าเชื่อว่าท่านก็ไม่รู้จักข้าด้วยเช่นกัน…หวานเอ๋อขอบคุณท่านนับไม่ถ้วนที่ช่วยชีวิตข้าไว้ เวลาที่ข้าใช้ไปในทะเลปิศาจนั้นข้าจะไม่ลืมเลือนมัน… จากกันของเราเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้และหวานเอ๋อรู้ได้ว่าท่านพี่เข้าไปปิดด่านฝึกตนอีกนาน หวานเอ๋อขอมอบหยกชิ้นนี้เป็นของขวัญให้ท่าน หยกชิ้นนี้คือบทสรุปศาสตร์ค่ายกลของหวานเอ๋อ มันมีค่ายกลมังกรประจัญบานของสำนักมารปิศาจที่ปรับปรุงเพิ่มขึ้นด้วย”

“ค่ายกลแห่งนี้คือการหลอมรวมการโจมตีและป้องกันไปในตัว แต่เมื่อเทียบการโจมตีแล้ว การป้องกันนับเป็นจุดประสงค์หลักของค่ายกลนี้ หากมันสามารถป้องกันท่านพี่ได้ชั่วครู่ตอนที่ท่านเผชิญหน้ากับอันตราย หวานเอ๋อก็พอใจ…”

หวังหลินกำลังถือหินหยกฟังคำพูดของลี่มู่หวานและมองร่างของเธอที่หายลับไปไกล หวังหลินเริ่มครุ่นคิดและเก็บหินหยก จากนั้นร่างของเขาร่อนไปบนพื้น เมื่อก้าวไปข้างหน้าร่างก็หายตัวไป หลังจากเคลื่อนที่ไปไกลเขาแตะหน้าผากตัวเองและร่างกายหายวับไปในแสงกระพริบ

หวังหลินเข้ามาในลูกปัดฝืนลิขิตฟ้าและขณะเดียวกันการคงอยู่ของเขาก็หายไปด้วย หวังหลินตัดสินใจไว้แล้วว่าเมื่อเขาจะเข้ามาในลูกปัดฝืนลิขิตฟ้าหลังจากส่งลี่มู่หวานกลับมา

อาญาสิทธิ์สั่งตายมีอายุหนึ่งร้อยวัน สำหรับเขามันเพียงแค่เพิ่มจำนวนวันการฝึกฝนในลูกปัดฝืนลิขิตฟ้าไม่กี่วันเท่านั้น

นี่เป็นเหตุผลว่าแม้เขาจะรู้ความอันตรายของอาญาสิทธิ์สั่งตาย เขาถึงยังสังหารเฉียนคุน

ชายชราที่กำลังไล่ล่าหวังหลินมาถึงแคว้นฮัวเฝินอย่างรวดเร็ว เขามาถึงจุดที่หวังหลินหายตัวไปไม่นาน ใบหน้าชายชราเต็มไปด้วยความสงสัยขณะที่ร่างกายจมลงไปในพื้นดิน เมื่อค้นหาอยู่ชั่วครู่เขาก็ออกมาด้วยความสงสัยมากกว่าเดิม “ไปแล้ว…แม้กระทั่งการเชื่อมต่อระหว่างจิตวิญญาณโลหิตก็หายไปด้วย ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนั่นมีความลับหลายอย่าง”

ขณะเดียวกันนั้นเขาเงยศีรษะขึ้นและมองลำแสงสามเส้นที่เหาะมาหาเขาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ในไม่ช้าลำแสงสามเส้นก็มาถึงพลันเผยร่างเป็นหนึ่งสตรีและสองบุรุษ

สตรีสวมอาภรณ์ที่ดูสุภาพราวกับรูปปั้นชนชั้นสูง ด้านซ้ายเธอเป็นชายหล่อเหลาในผ้าคลุมสีดำ โดยรวมเป็นบุรุษที่ดูสง่าผ่าเผย

ด้านขวาของเธอเป็นชายชราตัวสูงใบหน้าแดงก่ำ ใบหน้าเขาแตกต่างจากคนธรรมดาเนื่องจากดวงตาราวกับระฆังใหญ่สองข้างและม่านตาราวกับเปลวไฟที่ร้อนระอุ ชายชรามองทั้งสามคนและถามอย่างเยือกเย็น “ทำไมท่านทั้งสามอยู่ที่นี่?”

สตรีคนนั้นคือเฟิ่งหลวน ขณะที่ชายหนุ่มรูปงามราวกับผู้รอบรู้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นคู่หูของเธอ หยางเสิน ส่วนชายชราเป็นบรรพชนหนึ่งในขั้นวิญญาณแรกกำเนิดของเจดีย์เทพสงคราม ระดับฝึกตนของเขาเท่าเทียมกับหยางเสิน

หยางเสินมองไปที่ชายชราผู้นั้นด้วยความกลัวเพราะว่าเขาไม่อาจเห็นระดับฝึกตนได้พลันประสานมือและถามขึ้น “สหายเซียนท่านมาจากซวนหวู่หรือ?”

ชายชรากรอกกลิ้งดวงตาและพูดขึ้น “ใครเป็นสหายเซียนของเจ้ากัน? ไปซะไม่เช่นนั้นข้าจะนำวิญญาณเซียนของเจ้าและใช้มันหลอมสมบัติ”

ท่าทางของหยางเสินเปลี่ยนไป เขาเยาะเย้ยและกำลังจะพูดขณะที่ชายใบหน้าแดงหยุดเขาไว้ ดวงตาราวกับระฆังจ้องบนดอกพลัมสีทองเจ็ดดอกบนเสื้อชายชราและถามขึ้น “ท่านเป็นยอดเซียนจากทะเลปิศาจหรือ?”

หยางเสินและเฟิ่งหลวนมองหน้ากันก่อนจะมองดอกพลัมสีทองเจ็ดดอกบนเสื้อชายชรา

ชายชราขมวดคิ้วและเริ่มใจร้อน เขาสะบัดแขนและทั้งสามคนถูกดันถอยหลัง สายลมอันทรงพลังดันพวกเขาให้ห่างออกไปแม้กระทั่งวิญญาณเซียนในร่างกายกลับรู้สึกราวกับถูกปัดเป่าออก

หลังจากนั้นในที่สุดทั้งสามก็สามารถหยุดตัวเองได้พลันใบหน้าเปลี่ยนเป็นมืดมนและหยางเสินถามขึ้น “ระดับฝึกตนอะไรกัน?”

ชายชราใบหน้าแดงกำตอบขึ้นอย่างขมขื่น “อย่างน้อยขั้นวิญญาณแรกกำเนิดระดับปลาย…”

เฟิ่งหลวนขมวดคิ้วและกระซิบ “โจวบิน(鄒斌 Zōu bīn) ดอกพลัมสีทองนั่นคืออะไร?”

“ข้าเชื่อว่าเจ้าทั้งสองเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน สามร้อยปีที่แล้วก่อนที่ข้าจะเข้าเจดีย์เทพสงคราม ข้าได้ท่องเที่ยวผ่านทะเลปิศาจ ขั้นวิญญาณแรกกำเนิดระดับต้นของข้าก็เพียงพอที่จะรักษาตัวเองให้ปลอดภัยตราบใดที่ข้าไม่เข้าไปพื้นที่อันตราย”

“ทะเลปิศาจมีทั้งหมด 999 เมืองและมีมากกว่าสามร้อยเมืองที่อยู่ในพื้นที่ส่วนใน ในสามร้อยเมืองพวกนั้นมีเจ็ดเมืองที่ถูกเรียกกันว่าเจ็ดดินแดนดอกพลัม”

“เจ็ดเมืองนั้นเชื่อมต่อกันเป็นรูปร่างกลีบของต้นพลัมหนึ่งต้น หากเจ้ามองไกลๆมันจะดูคล้ายคลึงทีเดียว จ้าวเมืองของทั้งเจ็ดเมืองนั้นมีระดับฝึกตนที่ลึกซึ้งจนยากคาดเดา ลือกันว่าเขาได้บรรลุขั้นตัดวิญญาณแล้วแต่ข่าวลือนี้ยังไม่ยืนยัน”

เฟิ่งหลวนขมวดคิ้วมากขึ้น “คนผู้นั้นตอนนี้….”

ใบหน้าชายชราเคร่งเครียดขณะที่พูดขึ้น “หากไม่ผิดพลาด คนผู้นั้นเป็นหนึ่งในจ้าวเมืองทั้งเจ็ด! ทว่าเซียนมารของทะเลปิศาจโดยเฉพาะจากทะเลส่วนในจะไม่ออกมาข้างนอกง่ายๆ ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะอยู่ที่นี่นานนัก”

ทั้งสามคนมองหน้ากันเอง แต่ละคนรู้สึกได้ว่าจิตใจของตัวเองหนักอึ้ง พวกเขาวนรอบชายชราคนนั้นขณะที่กลับไปภูเขาของสมาพันธ์ฮัวเฝิน

ทั้งสามสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเซียนต่างถิ่นขั้นวิญญาณแรกกำเนิดมาก่อนดังนั้นจึงได้มาตรวจสอบ ทว่าพวกเขาไม่คาดว่าผลลัพธ์ที่เจอยากจะต่อกรนัก

ชายชราสงสัยพื้นที่รอบๆก่อนจะกระจายสัมผัสวิญญาณตัวเองออกมา คราวนี้เขาไม่อยากจะพลาดอะไรไปจึงได้ตรวจสอบพื้นที่จากพื้นดินจนถึงบนท้องฟ้า

สัมผัสวิญญาณของชายชราค่อยๆกวาดผ่านพื้นที่ เขาค่อยๆเริ่มกระจายมันออกมาเรื่อยๆและเรื่อยๆจนมันกระทบต่อสมาพันธ์ฮัวเฝิน ทว่าชายชราไม่ใส่ใจ เขากวาดผ่านพื้นที่หลายครั้งแต่ยังไม่อาจพบสิ่งใดได้

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: