Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 160 ฝึกฝนแกนพลัง

ตอนที่ 160 ฝึกฝนแกนพลัง

Keepwalk แปล

ความสงสัยในใจเขาเริ่มมากขึ้นพลันไตร่ตรองเล็กน้อยก่อนจะหายตัวไปและข้ามแคว้นฮัวเฝินด้วยก้าวย่างอันน่ากลัว เขาเข้าไปแคว้นที่มีชายแดนติดกัน

เป้าหมายของเขาคือหอคอยสวรรค์ที่ตั้งอยู่ใจกลางแคว้นเทียนเหมา (田茂 Tiánmào) คนที่อยู่ข้างในเป็นผู้ส่งสาส์นจากแคว้นอันดับสูงกว่า

แคว้นอันดับสามทั้งหมดไม่ได้มีหอคอยสวรรค์ทุกแคว้นไป ฮัวเฝินและซวนหวู่ไม่มีสักแห่ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแคว้นฮัวเฝินจึงตัดสินใจบุรุกซวนหวู่มากกว่าเทียนเหมา

วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าขณะที่หวังหลินฝึกฝนข้างในลูกปัดฝืนลิขิตฟ้า ไม่นานนักหนึ่งร้อยวันก็ผ่านไป

วันนี้เองในที่สุดหวังหลินก็ลืมตาขึ้น อักษร ”ลงโทษ” เหนือศีรษะเขาเริ่มแดงน้อยลงและน้อยลงจนกระทั่งมันเปลี่ยนจากสีเลือดเข้มเป็นสีเทา

ปรากฎเป็นคลื่นล่องหนและเริ่มผลักออกข้างนอกอย่างช้าๆ เดิมทีลูกปัดฝืนลิขิตฟ้าเปล่งแสงอ่อนโยนแต่ขณะนั้นมันเริ่มส่องประกาย ขณะที่คลื่นกระจายออกมาก็ยิ่งมีแสงสว่างมากขึ้น ในที่สุดแสงทุกที่ทั่วบริเวณต่างเปล่งประกายเจิดจ้า

หวังหลินจ้องฉากด้านหน้าเขาพลันตกใจ

ไม่นานหลังจากคำ ‘ลงโทษ’ เหนือศีรษะหดหายไป หวังหลินสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังปราณอันแข็งแกร่ง ความผันผวนนั้นหนาแน่นจนกระทั่งเม็ดยาทรงกลมสีเทาปรากฎขึ้นในอากาศ

เปลวไฟเล็กน้อยลอยเหนือเม็ดยา หวังหลืนยื่นมือออกเข้าหาและมันลอยเข้ามาฝ่ามือหวังหลินจนกระทั่งมันห่างจากฝ่ามือหนึ่งนิ้ว

เขาตรวจสอบมันด้วยสัมผัสวิญญาณและพบว่าพลังปราณในเม็ดยานั้นมีระดับฝึกตนของคนที่อยู่ขั้นแกนลมปราณระดับกลางจริงๆ หวังหลินรำลึกถึงข้อมูลที่ลี่มู่หวานให้เขาเกี่ยวกับอาญาสิทธิ์สั่งตาย หลังจากไตร่ตรองเล็กน้อยเขาก็เก็บมันไว้แทนการใช้มันทันที

หวังหลินตัดสินใจเก็บเม็ดยานี้ไว้ตอนที่กำลังพยายามสร้างวิญญาณเซียน ซึ่งมันควรจะเพิ่มโอกาสสำเร็จให้สูงขึ้น โอกาสการสร้างวิญญาณเซียนนั้นน้อยกว่าการสร้างแกนพลังสีทองเสียอีก เหตุผลหลักที่เขาสามารถสร้างแกนพลังปราณของตัวเองได้เป็นเพราะวิถีเซียนนรกและเม็ดยาของลี่มู่หวาน

หากขาดสิ่งใดไปเขาคงไม่อาจสร้างแกนพลังปราณของตัวเองได้สำเร็จและอาจจะติดอยู่ขั้นพื้นฐานลมปราณตลอดไป แม้กระทั่งความยากที่จะผ่านขั้นวิญญาณแรกกำเนิดในอนาคต

การสร้างวิญญาณเซียนเป็นเรื่องยากเกินไป หวังหลินเชื่อได้ว่าแม้จะมีพรสวรรค์ของร่างหม่าเหลียงยังแทบจะไม่มีหวังเว้นแต่ว่าเขาจะหาเม็ดยาในตำนานที่สามารถเพิ่มโอกาสการสร้างวิญญาณเซียนที่ลี่มู่หวานได้พูดถึงไว้ ทว่าเม็ดยาพวกนั้นส่วนมากอยู่ในแคว้นอันดับห้าหรือสูงกว่าและหายากที่มันจะลั่วไหลออกมา

หวังหลินพึมพำกับตัวเอง “วิญญาณเซียน…วิญญาณเซียน…แม้จะมีลูกปัดฝืนลิขิตฟ้าข้าก็กลัวว่าจะต้องใช้เวลานับร้อยปีเพื่อสำเร็จ…สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือหาวิธีฝึกเซียนใหม่ วิถีเซียนนรกมาได้บรรลุถึงจุดสูงสุดแล้วและซือถูหนานยังคงหลับไหลอยู่ เช่นนั้นข้าต้องพึ่งตัวเอง” สิ่งแรกที่เขาควรหาคือวิธีฝึกฝนสำหรับขั้นแกนลมปราณ

แต่การวิธีฝึกฝนเซียนเป็นเรื่องยากมาก ตอนนี้วิธีฝึกฝนทั้งหมดที่เขามีคือมาจากคนที่เขาสังหาร แม้ว่าจะมีบางวิธีที่เหมาะสมกับเซียนขั้นแกนลมปราณแต่ทั้งหมดแตกต่างเกินไป ยากนักที่จะเลือกมาสักหนึ่ง

วิธีพวกนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นอยู่ที่เขาต้องเลือกวิธีฝึกเซียนที่ช่วยเพิ่มโอกาสการสร้างวิญญาณเซียน เมื่อคิดเรื่องนี้ดวงตาพลันสว่างขึ้น

จากความทรงจำของหม่าเหลียง เส้นทางสวรรค์ของเจดีย์เทพสงครามดูเหมือนจะมีผลลัพธ์ที่เขาต้องการ ทว่าสิ่งที่ทำให้หวังหลินสงสัยก็คือหากเจดีย์เทพสงครามมีวิธีนี้จริงๆ คนเบื้องบนในแคว้นแห่งนี้คงมีแต่คนโลภ แม้แต่แคว้นเซียนอันดับสี่หรืออันดับห้าไม่น่าจะปล่อยไป

ทว่าจากความทรงจำของหม่าเหลียง เส้นทางสวรรค์ของเจดีย์เทพสงครามไม่เคยได้รับความสนใจจากแคว้นเซียนอันดับสูง นี่ทำให้หวังหลินสงสัย

ถึงเช่นนั้นหวังหลินมีเงื่อนงำเพียงอย่างเดียวคือเส้นทางสวรรค์วิธีนี้ หวังหลินจึงตัดสินใจได้ว่าเขาจะต้องนำเส้นทางสวรรค์มาเป็นของตัวเองให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เส้นทางสวรรค์ที่หม่าเหลียงได้รับมาเป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสคนหนึ่งทำความเข้าใจจากเส้นทางสวรรค์อันดั้งเดิม ดังนั้นมันจึงเป็นของปลอมสิ่งที่หวังหลินต้องการคือบทฝึกเส้นทางสวรรค์ดั้งเดิม

ทุกสิ่งที่หวังหลินทำไปก็เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในการสร้างวิญญาณเซียนในอนาคต การเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ของเขาจะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่วิธีฝึกเซียนยังไม่พอจะสร้างความมั่นใจให้หวังหลิน การสร้างวิญญาณเซียนนั้นยากมากนัก พูดได้ว่าคุณสมบัติของแคว้นเซียนอันดับสองไปอันดับสามคือคนที่บรรลุขั้นวิญญาณแรกกำเนิดซึ่งมันแสดงให้เห็นว่ายากขนาดไหน

หวังหลินลอบถอนหายใจและกลับมาที่การฝึกฝน หลังจากพักผ่อนอยู่ภายในลูกปัดฝืนลิขิตฟ้าหลายวันเขาก็เตรียมตัวจะออกไป

ก่อนจะออกได้ไปเยี่ยมวิญญาณซือถูหนานและท่านพ่อท่านแม่ หลังจากยืนอย่างสงบสักชั่วครู่เขาก็ออกจากลูกปัดฝืนลิขิตฟ้า

พื้นที่แห่งหนึ่งใต้ผืนดิน มีลำแสงสีรุ้งกระพริบวาบขึ้นขณะที่หวังหลินปรากฎกาย หลังจากนั้นเขาก็รีบออกห่างไปไกล

ขณะเดียวกันเขากระจายสัมผัสวิญญาณออกมาและสังเกตข้างนอกอย่างระมัดระวัง เวลากลางคืนและทุกอย่างเงียบสงัด หวังหลินวิเคราะห์เล็กน้อยก่อนจะเคลื่อนไหวเข้าหาสมาพันธ์ฮัวเฝินอย่างรวดเร็ว

แต่ก่อนที่เขาจะเคลื่อนที่ไปได้ไกล ทันใดนั้นสัมผัสได้ถึงอันตรายที่เข้ามาจากสัมผัสวิญญาณของเขา จึงใช้วิชาหลบหนีปฐพีเต็มขีดจำกัดเพื่อเข้าไปใต้ดินอย่างรวดเร็ว จากหนึ่งร้อยจ้างไปสามร้อยจ้าง เขาเคลื่อนที่ลงข้างล่างต่อไปด้วยความเร็ว

น้ำเสียงแหบพร่าดังก้องในสัมผัสวิญญาณหวังหลิน “ตาเฒ่าผู้นี้รอเป็นเวลา 97 วัน ไอ้หนู!”

กะโหลกหวังหลินเสียวแปลบ เส้นผมตั้งตรงและใบหน้ามืดมัว เขาเคลื่อนที่ลงไปเรื่อยๆโดยไร้คำพูดจา สามร้อยจ้าง หกร้อยจ้าง หนึ่งพันจ้าง …. สามพันจ้าง หวังหลินเคลื่อนที่ลงต่อไป ในขณะที่เขาลงไปลึกขึ้นก็รู้สึกได้ถึงพลังงานหนึ่งต่อต้านทำให้เขาเปลี่ยนเส้นทางลงไปแนวขวางแทน

“ฮี่ฮี่ ยังดีที่ข้ายืมเรือปฐพีมาไม่เช่นนั้นมันยากจริงๆที่จะจับเจ้าตอนหนีผ่านใต้ดินเช่นนี้” น้ำเสียงดังก้องในสัมผัสวิญญาณหวังหลินเรื่อยๆ

หวังหลินเงียบเสียงขณะที่เขาเปลี่ยนทิศทางทันทีและเริ่มหันขึ้น จากสามร้อยจ้างใต้ดินไปถึงสามสิบจ้างและพุ่งออกไปบนพื้นผิวภูเขาของสมาพันธ์ฮัวเฝินด้านหน้า

เมื่อปรากฎตัวพลันพุ่งเข้าหาภูเขาทันที ม่านแสงหนึ่งปรากฎขึ้นรอบภูเขา เมื่อสัมผัสกับแสงนั้นเขานำหินหยกระบุตัวตนขึ้นมาพลันม่านแสงได้อย่าง่ายดายและหันมองกลับมา

ขณะเดียวกันเรือไม้สีดำคันใหญ่ขึ้นออกมาจากพื้นดิน ชายชรายืนอยู่บนเรือและมองหวังหลินที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของม่านแสง เขาพยักหน้าและพูดขึ้น “ไม่เลว สัมผัสวิญญาณของเจ้าเป็นเรื่องแปลกประหลาดนัก แม้ว่าเจ้าปรับตัวให้เข้ากับร่างกายนั้นแล้วมันยังคงต่างไปเล็กน้อย ดูเหมือนเจ้าขโมยร่างนั้นมา เจ้าหนูมากับข้า สถานที่แห่งนี้ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้”

ใบหน้าหวังหลินมืดหม่นขณะที่เขาลอบเยาะเย้ยในใจ

ชายชราเผยรอยยิ้มประหลาด ฝ่ามือขวากดลงต้านกับม่านแสงอย่างเบามือทำให้รอยแตกปรากฎขึ้นก่อนที่ม่านแสงทั้งหมดแตกกระจายทันที

ทั่วทั้งภูเขาสั่นเทาเต็มไปด้วยฝุ่นละออง

เซียนขั้นวิญญาณแรกกำเนิดของสมาพันธ์ฮัวเฝินเหาะเหินออกมาทีละคนอย่างขวัญหนี

รูม่านตาหวังหลินหดเล็กลง เขาหันร่างกลับและหนีลงใต้ผินดินอีกครั้ง

ชายชราเยาะเย้ยและกำลังจะไล่ล่าต่อทว่าหนึ่งในเซียนขั้นวิญญาณแรกกำเนิดของสำนักมารปิศาจถามขึ้นด้วยสีหน้ายุ่งยาก “สหายเซียน ทำไมท่านต้องทำลายค่ายกลป้องกันของเราด้วย?”

ชายคนนี้อยู่ที่นี่มาสามเดือน เขาไม่ได้ทำอะไรมากนักนอกจากตรวจสอบพื้นที่ทั่วบริเวณด้วยสัมผัสวิญญาณ สัมผัสวิญญาณของเขาแข็งแกร่งอย่างมากและมันทำให้เซียนขั้นวิญญาณแรกกำเนิดทั้งหมดตกใจ

เหล่าเซียนของฮัวเฝินต่างรักษาระยะห่างกับชายชราอย่างลับๆ วันนี้พวกเขาเห็นศิษย์คนหนึ่งของสมาพันธ์ฮัวเฝินกำลังเข้ามาแต่ก่อนที่จะมองดูละเอียด พวกเขาทั้งหมดต่างตกตะลึงเมื่อชายชราทำลายค่ายกลป้องกันสำนักด้วยการกดลงหนึ่งฝ่ามือ

หากปล่อยเรื่องนี้ไป สมาพันธ์ฮัวเฝินต้องเสียหน้าทั้งหมด ทั้งยังเป็นรอบการเฝ้าระวังของสำนักมารปิศาจในวันนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเซียนขั้นวิญญาณแรกกำเนิดจึงมีสีหน้าปั้นยากและถามขึ้นมา

ชายชราจ้องไปที่เหล่าเซียนของฮัวเฝินและพูดออกมาหนึ่งคำ “ไปซะ!”

เมื่อหนึ่งคำพูดเปล่งออกมาได้สร้างคลื่นความถี่อันทรงพลังดังขึ้นในหูเหล่าเซียน

หลังจากคลื่นเสียงผ่านไปร่างชายชราหายตัวไปโดยไร้ร่องรอย เหล่าเซียนทั้งหมดมองหน้ากันเอง บางคนถึงกับมีโลหิตออกจากปากและจมูก ไม่มีใครสามารถเปล่งคำพูดออกมาได้

แต่ชายชรากลับมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้ามืดมนยิ่งกว่าเดิมขณะจ้องไปที่ภูเขา เขาหลับตาลงและจากนั้นกระจายสัมผัสวิญญาณอันแข็งแกร่งของตัวเองออกมา เขาตรวจสอบทุกคนในภูเขาและกระทั่งค้นหาใต้ดินถึงหนึ่งพันจ้าง ยิ่งเขาค้นหาก็ยิ่งขมวดคิ้วเป็นปม ในที่สุดร่างกายก็เคลื่อนไหวแบ่งจากหนึ่งเป็นสองและจากสองกลายเป็นสี่คน

สี่คนหน้าตาเหมือนชายชราต่างกระจายสัมผัสวิญญาณออกมาสี่ทิศทางแต่ทว่าไม่อาจพบสิ่งใดได้ ชายชรากระทืบพื้นดินและร่างอีกสามร่างออกไปทั้งสี่มุมของซวนหวู่ สัมผัสวิญญาณของเขาเชื่อมต่อกันล้อมรอบทั้งแคว้น

“เหลืออีกสามปีเท่านั้นเจ้าหนู ในสามปีนี้ข้าสุดยอดจอมมารลำดับแปดจะหลอมแคว้นซวนหวู่เพื่อค้นหาเจ้า อาห์ หากสถานที่แห่งนั้นไม่ต้องใช้มนต์แห่งความตายเพื่อผ่านเข้าไป ข้าคงไม่ต้องใช้เวลาทั้งหมดนี้เพื่อไล่จับเจ้าหรอก!”

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: