Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 166 ค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณ

ตอนที่ 166 ค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณ

Keepwalk แปล

แต่เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้น มันก็หายไปทันทีพลางลอบถอนหายใจด้วยความเสียใจ หากไม่ใช่ว่าเขาต้องการเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นก็คงแต่งตั้งหวังหลินเป็นศิษย์สายในไปแล้ว

แต่ไม่ว่าเจ้าเด็กคนนี้จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ในตอนจบก็ยังมีเรื่องให้ถกเถียงอยู่ดี

ขณะเดียวกันนั้นใบหน้าเขาเปลี่ยนไปพร้อมกันเงยศีรษะขึ้นมองไปพื้นที่ระยะไกล หวังหลินสังเกตได้ถึงความผันผวนพลังปราณที่ไม่เป็นธรรมชาติได้ทันที ความผันผวนนี้อ่อนมากแต่มันก็เต็มไปด้วยสัมผัสแห่งพลัง

เขาเห็นบุคคลดูสูงศักดิ์สวมชุดคลุมสีเทาพร้อมกับผ้าคาดศีรษะทรงสี่เหลี่ยมกำลังเข้ามา ใบหน้าเขาขาวราวกับหิมะและมีเค้าลางแห่งความเย็นชาในสายตา

ร่างเขาเคลื่อนไหวราวกับไม้โยกเยกไปตามลมขณะที่ลดต่ำลงมาจากท้องฟ้า พลันสะบัดแขนและพูดอย่างสงบ “ตวนมู่จวี่ เรือปฐพีของข้ามีประโยชน์ไหม?”

ดวงตาหวังหลินหดเล็กลง เขาไม่อาจมองผ่านระดับฝึกตนของชายคนนี้ได้เช่นเดียวกับของจอมมาร เมื่อเห็นเขาคุยกับจอมมารอย่างเท่าเทียมกัน ระดับฝึกตนของทั้งสองต้องเหมือนกันแน่

จอมมารตวนมู่จวี่หายใจออกขณะที่นำเรือปฐพีออกมาและโยนไปให้เขา “มีประโยชน์เหมือนผายลมน่ะสิ! สมบัติชิ้นนี้มันพังไปแล้วใช่มั้ย? แม้เจ้าจะให้มันฟรีๆข้าก็ไม่เอา”

ผู้รอบรู้ชุดคลุมสีเทารับเรือปฐพีไว้และเก็บมันกลับไปพลันสายตาเขาตกลงบนหวังหลินขณะที่ถามขึ้นอย่างสงบนิ่ง “ทำไมถึงมีขั้นแกนลมปราณด้วย?”

ตวนมู่จวี่กรอกสายตาและพูดขึ้น “เขามีประโยชน์ต่อข้า ไปเถอะสถานที่แห่งนั้นกำลังจะเปิด” จานั้นเขาโยนน้ำเต้าออกมาพลันขยายขนาดทันที เพียงก้าวเดียวเขาก็กระโดดไปบนน้ำเต้า

หวังหลินมองผู้รอบรู้ชุดเทาด้านหน้าก่อนจะก้าวไปบนน้ำเต้า หวังหลินเคร่งเครียดมากเพราะว่านับตั้งแต่ชายคนนี้มาถึง สัมผัสวิญญาณของเขาได้ตรวจสอบหวังหลินแล้ว

ขณะเดียวกับในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงข้อความจากตวนมู่จวี่ “คนผู้นี้คือหวังฉิงเย่ เขาเป็นผู้ส่งสาห์นของสำนักหยินหยางจากแคว้นอันดับสี่ ระดับฝึกตนของเขาน่ากลัวมากเช่นนั้นจงอย่าทำให้เขาโกรธขึ้นมา”

ใบหน้าหวังหลินปกติเช่นเดิมแต่จิตใจลอบตื่นตัว ทั้งสามคนพุ่งเข้าไปในทะเลปิศาจอย่างรวดเร็ว หวังหลินตรวจสอบหวังฉิงเย่อย่างหนาวเหน็บตลอดเวลา เขาไม่ได้มีสมบัติใดใต้ฝ่าเท้าแต่เคลื่อนไหวรวดเร็วเทียบเท่าน้ำเต้า สายหมอกหนาสามนิ้วด้านหน้าเขาทำให้ต้องขยับไปด้านข้างโดยอัตโนมัติ

ไม่นานหลังจากนั้นทั้งสามก็มาถึงส่วนลึกของทะเลปิศาจ เมืองหนานต้าวปรากฎขึ้นในคลองสายตาแต่ทั้งสามก็ไม่ได้หยุดลงที่นี่

ระหว่างทางใบหน้าของเซียนทุกคนที่เห็นทั้งสามต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป บางคนจดจำน้ำเต้าได้และยืนอย่างเคาะรพ เพียงหลังจากน้ำเต้าหายวับไปถึงกล้าเคลื่อนไหว

ใบหน้าหวังฉิงเย่สงบนิ่งขณะที่เขาเหาะเหินพลันพูดขึ้นช้าๆ “สุดยอดจอมมารชื่อเสียงไม่เลว แม้กระทั่งคนรอบนอกทะเลยังจดจำเจ้าได้” ทั้งสามเคลื่อนไหวรวดเร็วมากแต่คำพูดกลับได้ยินชัดเต็มสองรูหูของทุกคน ชายชราตวนมู่จวี่เหลือบมองและพูดขึ้น “หากเราอยู่ในทะเลด้านในเมื่อนั้นคนจะรู้จักข้ามากกว่านี้ หากเจ้าเห็นเช่นนั้นไม่ดูถูกข้ามากกว่านี้รึ?”

หวังฉิงเย่หัวเราะขณะที่สายตากวาดผ่านหวังหลินและพูดกับตวนมู่จวี่ “เจ้ากำลังนำเซียนขั้นแกนลมปราณไปสถานที่แห่งนั้นด้วย ไม่ทำให้เขาตายรึ?”

ตวนมู่จวี่พูดขึ้น “อย่าประเมินเจ้านี้ต่ำเกินไป เขาเรียนรู้มนต์แห่งความตายมาซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในขอบเขตที่สาม!”

หวังฉิงเย่ตกตะลึงแต่ในไม่ช้าสายตาก็เปล่งปลั่งราวกับไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน เขาเผยรอยยิ้มประหลาดขณะที่จ้องหวังหลิน ไม่นานนักแสงในดวงตาก็หายไปขณะที่เขาส่ายศีรษะ “น่าเศร้านักหากเจ้าอยู่ที่ขั้นวิญญาณแรกกำเนิดข้าคงอยากประลองกับเจ้าสักครา”

หวังหลินเงียบเสียง

หวังฉิงเย่จ้องตวนมู่จวี่และพูดขึ้นทันใด “ตวนมู่จวี่เมื่อเจ้าเข้าไปที่นั่นหนึ่งพันปีก่อน เจ้าต้องได้สมบัติบางอย่างแล้วทำไมเจ้าถึงต้องกลับไปเล่า?? สถานที่แห่งนั้นจริงแล้วอยู่ที่ใด? มันเป็นสิ่งที่เจ้าพูดถึงจริงๆใช่ไหม?”

ตวนมู่ครุ่นคิดก่อนจะพูดขึ้น “ข้าได้นำเต้านี้จากที่แห่งนั้น หวังฉิงเย่ ข้าสามารถบอกเจ้าได้แค่ว่า เมื่อเจ้าถึงที่นั่นเจ้าจะรู้ด้วยตัวเอง ขออภัย”

หวังฉิงเย่มองน้ำเต้าโดยไม่ได้แสดงอาการผิดปกติ หลังจากนั้นเขาก็ติดตามตวนมู่จวี่อย่างเงียบๆ ทั้งสามเหาะเหินด้วยความเร็วสูง ในพริบตาหนึ่งเดือนได้ผ่านไป

เวลาช่วงหนึ่งเดือนนี้ทั้งสามคนไม่เคยหยุดพักเลยสักครั้ง ระหว่างทางหวังหลินเห็นเมืองทั้งหมดสี่เมือง แต่ละเมืองมีเหล่าเซียนมากกว่าเมืองก่อนหน้ามากนัก เมืองพวกนี้ต่างมีพัฒนาการมากกว่าเมืองหนานต้าว

ณ วันนี้เองมีเทือกเขาไร้ขอบเขตปรากฎในคลองสายตาด้านหน้าทั้งสามคน ตวนมู่จวี่แตะน้ำเต้าและเหินไปทางเทือกเขาอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนึกเมื่อเขาวนรอบยอดภูเขาและมาถึงหุบเขาภายในเทือกเขา หุบเขานี้เงียบสงัดไม่มีสัญญาณแห่งชีวิตเลย

ตวนมู่จวี่คุ้นเคยอย่างมากกับสถานที่แห่งนี้ พวกเขามาถึงใจกลางหุบเขาในทันที ตวนมู่กระโดดออกจากน้ำเต้าและสร้างผนึกขึ้นบนมือ สายลมประหลาดปรากฎขึ้นและพัดทุกสิ่งทุกอย่างทั่วบริเวณเกิดเป็นพื้นที่โล่ง

หวังหลินกระโดดลงจากน้ำเต้าและเห็นค่ายกลวงกลมในพื้นที่โล่งนั้น มีสัญลักษณ์จำนวนนับไม่ถ้วนสลักบนค่ายกลพลันปล่อยกลิ่นอายโบราณออกมา

หลังจากหวังฉิงเย่เห็นค่ายกลเขาเผยใบหน้าประหลาดใจและมองตวนมู่จวี่อย่างรอบคอบ

ตวนมู่จวี่แตะกระเป๋าของตัวเอง เขานำหินวิญญาณที่ปลดปล่อยแสงสีขาวน้ำนมออกมาพลันเผยใบหน้าเศร้าใจขณะที่วางมันเข้าไปในร่องของค่ายกล

ตวนมู่พึมพำ “ค่ายกลสวะนี้สร้างมาให้กินหินวิญญาณโดยแท้ หลังจากการเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้นหินวิญญาณระดับสูงจะถูกทำลายทั้งหมด”

สายตาหวังฉิงเย่ส่องประกายขึ้นอีกครั้งขณะที่เขาจ้องหินวิญญาณและถามขึ้น “ตวนมู่จวี่ หินวิญญาณระดับสูงนั่นก็มาจาก…สถานที่แห่งนั้นหรือ?”

ตวนมู่จวี่พูดอย่างอารมณ์เสียขณะที่เขายุ่งกับค่ายกล “นั่นก็ถูก ก่อนหน้านี้ข้าได้มันมาสามชิ้นไม่เช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าไปสถานที่แห่งนั้น มีเพียงค่ายกลโบราณนี้เท่านั้นที่จะนำเราเข้าไปได้ เมื่อก่อนนั้นข้าและสหายเก่าได้ค้นหาผ่านข้อความโบราณและใช้เวลานับพันปีเพื่อค้นหาสถานที่แห่งนั้น จากนั้นเราใช้หินวิญญาณและวัตถุดิบจำนวนมากเพื่อแลกเปลี่ยนวิญญาณระดับสูงไม่กี่ก่อนจากซูซาคุเพื่อเข้าไป”

หวังฉิงเย่จ้องหินวิญญาณระดับสูงและพูดขึ้น “หินวิญญาณณะดับสูง…หินวิญญาณระดับสูงเป็นของสุดหายากในดาวเคราะห์นี้ ร่ำลือกันว่ามันเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้สำหรับทำธุรกิจระหว่างดวงดาว หากสถานที่แห่งนั้นมีหินวิญญาณคุณภาพสูงจิงๆแม้จะไม่มีเม็ดยาเปลี่ยนวิญญาณก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะสำรวจ”

ตวนมู่จวี่จ้องหวังหลินและพึมพำ “ค่ายกลเคลื่อนย้ายแห่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะจินตนาการมันถึง มันไม่ได้นำเราเข้าไปตรงๆแต่ไปถึงดาราล่มสลายในทะเลปิศาจ เมื่อเราไปถึงที่นั่นจะเจอกับสหายของข้าละเข้าไปข้างในด้วยกัน ไม่เช่นนั้นมันใช้เวลานานกว่าจะเหาะถึง แม้จะผ่านไปร้อยปีก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไปถึงที่นั่นไม่ต้องพูดถึงอันตรายภายนอกดวงดาวพวกนั้น เพียงหมอกแดงที่กั้นระหว่างด้านนอกและด้านในทะเลก็แย่พอแล้ว ด้วยระดับฝึกตนของเราแค่ระมัดระวังตัวเองก็พอแต่เจ้าเด็กคนนี้ตายแน่นอน แล้วทำไมเจ้าถึงคิดจะใช้หินวิญญาณระดับสูงอย่างเปล่าประโยชน์เพื่อเร่งการเดินทางไปที่นั่นเล่า?”

ตวนมู่จวี่สร้างผนึกขึ้นหลายชั้นด้วยฝ่ามือและส่งมันเข้าไปในค่ายกลเคลื่อนย้าย หินวิญญาณระดับสูงที่อยู่ตรงกลางค่ายกลเริ่มส่องแสง ไม่นานหลังจากนั้นสัญลักษณ์จำนวนนับไม่ถ้วนบนค่ายกลก็เริ่มสว่างขึ้นและหินวิญญาณแตกสลายทันที

ทันใดนั้นทั้งค่ายกลเคลื่อนย้ายเริ่มเคลื่อนไหวขณะที่มันปลดปล่อยพลังปราณจำนวนมากออกมา พลังปราณนี้เกือบจะเป็นของแข็งขณะที่มันเคลื่อนไหวราวกับสายลม เคลื่อนไหวสายหมอกพร้อมกับมันไปด้วย ในไม่ช้าพลังปราณพายุขนาดยักษ์ปรากฎตัว มันเริ่มขยายขนาดขึ้นและมากขึ้น

ฉากอันน่าตกใจนี้ทำให้หวังหลินสูดหายใจลึกขณะที่เขาจ้องตรงร่องกลางค่ายกลเคลื่อนย้าย หินวิญญาณระดับสูงกลายเป็นฝุ่นเรียบร้อยและปลิวไปกับสายลม

ทว่าพลังปราณภายในหินวิญญาณระดับสูงได้ล่อตาล่อใจหวังหลิน ไม่เพียงแต่หินวิญญาณคุณภาพสูงนับหมื่นก้อนถึงจะเทียบเท่าพลังปราณจำนวนขนาดนี้ได้ แม้กระทั่งพลังปราณของทั้งสามคนยังไม่เทียบเท่าระดับนี้

ตวนมู่จวี่เคลื่อนไหวถัดไปจากหวังหลินและพูดขึ้น “เข้าไปข้างใน!”

หวังหลินหัวเราะเยาะในใจขณะที่เขารู้ว่าตวนมู่คิดอะไร เขาต้องกลัวว่าอาจจะมีปัญหาหากหวังหลินเข้าไปเป็นคนสุดท้าย หวังหลินจึงเดินเข้าไปในพายุปราณอย่างเงียบๆและยืนใจกลางค่ายกล

ตวนมู่จวี่เดินเข้าไปในค่ายกลเช่นกัน คนสุดท้ายคือหวังฉิงเย่ เขาตรวจสอบมันอย่างระมัดระวังก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน

ไม่นานนักพลันพายุหยุดตัวลงจากนั้นมันก็พังทลายทั้งหมดทำให้ทั่วทั้งภูเขาสั่นสะเทือน ทั้งสามคนภายในค่ายกลหายตัวไปทันที

ใช้เวลานานกว่าที่สถานที่แห่งนี้จะกลับคืนสู่สภาพปกติ สายหมอกค่อยๆถูกดันเข้าไปทั่วบริเวณอย่างช้าๆอีกครั้ง

ทะเลปิศาจมีขนาดใหญ่มาก ระหว่างทะเลรอบนอกและทะเลรอบในมีเขตของหมอกแดงอยู่ หากไม่มีระดับฝึกตนสูงพอร่างกายจะถูกย่อยสลายขณะที่เข้าไปสัมผัสกับหมอกแดงนี้ วิญญาณของคนผู้นั้นจะไม่สามารถหนีรอดและถูกกักขังไว้ในหมอกแดงตลอดไป

หมอกแดงนี้เป็นม่านพลังธรรมชาติระหว่างทะเลด้านในและทะเลด้านนอก ม่านพลังนี้จะเปิดให้ผ่านได้หนึ่งวันตอนที่สายหมอกกลายเป็นทะเล

เหล่าเซียนส่วนใหญ่ที่หวังจะเข้าไปหรืออกจากทะเลด้านในจะเลือกเดินทางผ่านในวันนั้นอย่างรวดเร็ว

ทะเลด้านในเต็มไปด้วยเหล่าเซียนอันแข็งแกร่ง เซียนมารอันเลวร้ายหลายคนต่างอาศัยในทะเลด้านใน

ซึ่งทะเลด้านในมีขนาดใหญ่มาก หากคนผู้หนึ่งเหาะเหินคงใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งร้อยปีเพื่อข้ามมันไปสู่ทิศเหนือของทะเลด้านใน มีที่ราบแห่งหนึ่งซึ่งถูกเรียกว่าดาราล่มสลายซึ่งเป็นสถานที่ในทะเลปิศาจที่ไม่เคยได้รับผลกระทบจากสายหมอกเปลี่ยนเป็นทะเล มันมีศิลาแตกหักอันลึกลับที่สร้างม่านพลังตามธรรมชาติล้อมรอบพื้นที่ไว้

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: