Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 167 การรวมตัวของปิศาจ

ตอนที่ 167 การรวมตัวของปิศาจ

Keepwalk แปล

พลังอันลึกลับที่ตรึงหินแตกสลายพวกนี้ไว้ ขนาดพื้นที่กว้างนับสามร้อยจ้างที่ถูกขนานนามว่า “ดาราล่มสลาย”

มันถูกนับว่าเป็นเขตอันตราย หากเซียนขั้นวิญญาณแรกกำเนิดต้องการเข้าไปผ่านหมอกแดงโดยพละกำลังขณะที่ไม่รอให้ถึงวันเปิด คนสิบคนยังนับว่ามีคนสำเร็จน้อยนิด

แต่ทว่าหากต้องการผ่านเข้าไปที่ราบดาราล่มสลายโดยใช้กำลัง เข้าไปสิบคนจะตายทั้งหมดสิบคน สถานที่แห่งนี้ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดในทะเลปิศาจ

ตำนานของสถานที่แห่งนี้มีอยู่ก่อนที่ทะเลทั้งหมดในทะเลปิศาจจะกลายเป็นหมอกเสียอีก ตลอดเวลาหลายปีจนนับไม่ถ้วนเหล่าเซียนต้องการจะเข้าไปข้างในแต่ถูกบังคับให้ยอมแพ้ แม้กระทั่งคนที่เข้าไปได้สำเร็จก็ไม่เคยกลับออกมา

กระทั่งแคว้นอันดับห้าพบว่ามันยากที่จะส่งคนมาเนื่องจากความวุ่นวายในพื้นที่แห่งนี้ กระนั้นจึงไม่มีใครรู้จริงๆว่ามีอะไรอยู่ข้างในกันแน่ เช่นนั้นหากใช้ความพยายามทั้งหมดแล้วพบว่ามันไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลยคงไม่คุ้มค่าจริงๆ

เมื่อเวลาผ่านไปยิ่งมีเซียนต้องการเข้าไปน้อยลงเรื่อยๆ ทว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนไปเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน เซียนอันทรงพลังจากแคว้นเซียนอันดับหกในดาวเคราะห์ซูซาคุเข้ามาที่นี่ เขาท้าทายเซียนผู้แข็งแกร่งมากมายและไม่มีใครเทียบกับเขาได้ ในตอนท้ายเขาได้เข้าไปในดาราล่มสลายแห่งนั้นและไม่เคยได้ยินข่าวคราวอีกเลย

สิบปีต่อมาดาวเคราะห์ซูซาคุส่งผู้เชี่ยวชาญมาทะเลปิศาจเพื่อผนึกดาราล่มสลาย พวกเขาประกาศว่าใครก็ตามที่กล้าเข้าไปจะถูกสังหารโดยไม่ปราณี

ผลก็คือสถานที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ต้องห้าม แม้ว่าความกลัวตายจะลดน้อยลงหลังจากผ่านมานานหลายปีทว่ายังไม่มีเซียนคนใดภายในระยะห้าพันลี้นี้อยู่ดี

ในวันนี้ ณ หุบเขามืดทึบแห่งหนึ่งข้างนอกที่ราบดาราล่มสลาย มีพายุยักษ์ปรากฎขึ้น มันหมุนเร็วขึ้นเติบโตจนกระทั่งปรากฎบนพื้นดิน ค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณบนพื้นได้เริ่มเปล่งประกาย มันส่องสว่างขึ้นจนกระทั่งมีร่างสามร่างอยู่ในนั้น

ขณะที่หวังหลินปรากฎตัวในค่ายกลเคลื่อนย้าย สิ่งแรกที่เขาเห็นคือพื้นที่วงกลมพร้อมด้วยก้อนหินลอยอยู่รอบๆ ก้อนหินขนาดหลากหลายชิ้นเชื่อมต่อกันด้วยเส้นใยสายฟ้าสีม่วงเคลื่อนที่เป็นวงกลม

มองไกลๆพื้นที่แห่งนั้นมีความกว้างราวสามร้อยจ้างและไม่มีจุดสิ้นสุด

นี่เป็นครั้งแรกที่หวังฉิงเย่มาที่นี่เช่นกัน สายตาเขาสอดส่องขณะที่จ้องที่ราบดาราล่มสลายและถามขึ้น “ที่นี่คือดาราล่มสลายงั้นหรือ?”

ตวนมู่จวี่มองข้ามไปด้วยความเสียใจ หลังจากผ่านไปชั่วครู่เขาก็พูดขึ้นอย่างช้าๆ “ใช่แล้ว หลังจากผ่านมาพันปีไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไปเลย”

ดวงตาหวังฉิงเย่ส่องประกายขณะที่เขาเลียริมฝีปากตนเอง “ข่าวลือว่าเมื่อหมื่นปีก่อน เซียนอันดับหนึ่งของซูซาคุหายตัวไปในดาราล่มสลาย ข้าต้องการเห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีความลึกลับอะไรซ่อนอยู่”

หวังหลินครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดกับตวนมู่จวี่ “สถานที่ที่ผู้อาวุโสพูดถึงคืออยู่ข้างในดาราล่มสลายแห่งนี้หรือ?”

ตวนมู่จวี่พยักหน้าขณะที่เขามองตรงไปที่ดาราล่มสลายพร้อมกับเผยใบหน้ากังวล “พื้นที่ที่มีก้อนหินแตกหักพวกนั้นมีพลังลึกลับซ่อนไว้ เมื่อเจ้าเข้าไปพลังลึกลับจะแทรกเข้ามาในร่างกาย ก้อนหินแตกหักพวกนั้นจะใช้พลังพิเศษที่สร้างร่างอวตารที่เหมือนกันกับเจ้า ร่างนี้จะมีระดับฝึกตนเหนือกว่าเจ้าไปหนึ่งระดับ วิชาใดที่เจ้าใช้ฝึกฝนจะไม่สามารถใช้ได้ เมื่อร่างอวตารปรากฎเจ้าต้องสังหารมันภายในห้าร้อยกระบวนท่า เมื่อเจ้าผ่านแล้วร่างอวตารอีกสองร่างจะปรากฎตัวขึ้น เอาชนะมันเท่านั้นเจ้าถึงจะผ่านดาราล่มสลายไปได้”

หวังหลินเงยศีรษะขึ้นและมองขึ้นไป ตวนมู่จวี่ดูเหมือนจะรู้ว่าหวังหลินคิดอะไรและพูดขึ้น “แม้ว่าเจ้าจะหลบก้อนหินโดยการเหาะขึ้นไปหรือลงไปด้านล่าง ร่างอวตารยังคงปรากฎตัวอยู่และมันจะเป็นสิบร่างเวลานั้น”

หวังหลินจ้องมองพื้นที่นั้นและครุ่นคิดเงียบๆ

หวังฉิงเย่จ้องพื้นที่ชั่วขณะก่อนที่สายตาจะเปล่งประกายและเผยรอยยิ้มอันโหดร้าย “เป็นสถานที่ที่น่าสนใจจริงๆ ข้าต้องเข้าไปตรวจสอบมันด้วยตัวเอง!” สิ้นคำร่างกายเขาหายไปและปรากฎตัวด้านนอกดาราล่มสลาย เขาเดินเข้าไปข้างในโดยไม่ลังเล

หวังหลินเพ่งสมาธิขณะที่เขาจ้องมองอย่างระมัดระวังโดยไม่กระพริบตา เขาเพียงแต่เห็นตอนที่หวังฉิงเย่เข้าไปเท่านั้น ก้อนหินแตกหักบางส่วนรวมตัวเข้าด้วยกันและสร้างเป็นตาข่ายสายฟ้าม่วง ภายในตาข่ายมีร่างอวตารที่ดูเหมือนเช่นเดียวกับหวังฉิงเย่ปรากฎตัวขึ้น

แม้กระทั่งรอยยิ้มบนใบหน้ายังเหมือนกัน ไม่มีคำพูดใดเปล่งออกมา ร่างอวตารพุ่งตรงเข้าหาและเสียงการต้องสู้ดังกึกก้องจากตำแหน่งที่ทั้งสองคนอยู่

ตวนมู่จวี่หายใจออก “มันจะไม่นานนักก่อนที่เขาจะกลับมา เจ้าจะต่อสู้กับร่างอวตารที่มีระดับเหนือเจ้าขึ้นไปหนึ่งระดับได้อย่างไร?”

หวังหลินครุ่นคิดเล็กน้อยและถามขึ้นทันใด “พวกท่านทำอย่างไรตอนที่เข้าไปครั้งล่าสุด?”

ตวนมู่จวี่ชี้ไปที่ค่ายกลเคลื่อนย้ายและพูดขึ้น “ผ่านเจ้านั่น! เรามีผู้เชี่ยวชาญค่ายกลเคลื่อนย้ายเมื่อครั้งก่อน ทั้งได้มรดกตกทอดจากดาราล่มสลายที่มีข้อมูลวิธีการสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อเข้าไปข้างใน เพียงใช้หินวิญญาณระดับสูงสิบก้อนเราถึงเข้าไปได้”

หวังหลินขมวดคิ้วเล็กน้อยและถามขึ้น “ดาราล่มสลายมีสิ่งใดกันแน่?”

ตวนมู่จวี่มองหวังหลินก่อนจะสะบัดแขนตัวเองและนำสัมผัสวิญญาณที่ทิ้งบนตัวหวังหลินกลับมา “ช่างเถอะ นับตั้งแต่เราอยู่ด้วยกันที่มันคงดีที่บอกเจ้าไว้ จากบันทึกที่เราค้นพบ มีซากศพของเทพโบราณอยู่ข้างในดาราล่มสลาย”

หวังหลินตะลึง “เทพโบราณ?”

“เทพโบราณดำรงอยู่คล้ายกับเหล่าเซียนสวรรค์โบราณ และกระทั่งมีพลังความแข็งแกร่งมากกว่าเซียนสวรรค์โบราณหลายส่วน!” คำพูดนี้ตวนมู่จวี่ไม่ได้กล่าวออกมา แต่เป็นบุรุษชราชุดสีดำที่มาถึงถัดจากตวนมู่จวี่

ชายชราสูงผอม เคราสีขาวปลิวไสวในสายลมและใบหน้าเผยบรรยากาศแห่งความเป็นอมตะ ขณะที่สะบัดแขนตัวเองเขาดูเหมือนเซียนอมตะจริงๆ เขามีท่าทางเป็นมิตรขณะที่ยิ้มและพยักหน้าให้หวังหลิน “สหายตัวน้อย พลังของเทพโบราณได้เกินขอบเขตความเข้าใจของเราและเกินจินตนาการไปมากโข พูดได้ว่าช่วงเวลาที่เหล่าเทพโบราณมีชีวิตนั้นก่อนยุคเซียนโบราณเสียอีก”

ใบหน้าหวังหลินยังคงสงบนิ่งแต่เขาระมัดระวังภายในใจ แม้ว่าคนผู้นี้จะดูเป็นมิตรแต่กลับรู้สึกคลุมเคลือว่าระดับฝึกตนของเขาสูงกว่าตวนมู่จวี่

ชายชราพูดจบและโบกมือด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ทว่ารอยยิ้มนั้นเผยการปองร้ายเล็กน้อย

หวังหลินได้ป้องกันตัวเองตลอดเวลา เมื่อชายชราโบกมือเขากลับสัมผัสได้ถึงอันตรายอันรุนแรง หวังหลินจึงไม่ลังเลที่จะถอยกลับอย่างรวดเร็ว เขาสัมผัสกระเป๋าเพื่อนำยันต์ออกมาจำนวนมาก ยันต์พวกนี้เป็นรูปแบบป้องกันทั้งหมด

เสียงแตกดังเปรี๊ยะออกมาจากยันต์เซียนทั้งหมดขณะที่มันสูญสลายไป ในเวลาเดียวกันตวนมู่จวี่ก้าวไปข้างหน้าและยืนระหว่างหวังหลินและชายชรา ม่านแสงสีดำครึ่งวงกลมปรากฎขึ้น มันลบล้างการโจมตีจากการสะบัดแขนนั้นได้ ม่านแสงกระเพื่อมขณะที่ตวนมู่จวี่มองชายชราด้วยใบหน้าเคร่งเครียดเนื่องจากหวังหลินไม่เคยเห็นมาก่อน เขาพูดทีละคำ “จักรพรรดิโบราณ เด็กคนนี้สำคัญอย่างมากในการผ่านขั้นที่สาม อย่าทำเรื่องยุ่งยาก!”

หลังจากจักรพรรดิโบราณได้ยินคำพูดนั้นเขาไม่ได้โจมตีแต่รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆหายไป บรรยากาศแห่งสวรรค์หายไปอย่างสมบูรณ์และเขามองดูน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิมขณะที่ถามอย่างเยือกเย็น “เจ้าแน่ใจหรือ?”

ตวนมู่จวี่พยักหน้า “เขารู้จักมนต์แห่งความตาย!”

จักรพรรดิโบราณมองหวังหลินก่อนจะหันตัวและเดินไปด้านข้าง เขาหยุดห่างไปสิบจ้างและมองตรงไปที่ดาราล่มสลายอย่างเงียบๆ

ใบหน้าหวังหลินมืดมนอย่างมาก จักรพรรดิโบราณคนนี้เป็นคนบ้าอย่างแท้จริง พูดกับเจ้าน้ำเสียงเป็นมิตรขณะหนึ่งแต่ถัดมากลับโจมตีเจ้าเสียแล้วและแสดงความน่าเกลียดออกมา

ตวนมู่จวี่ยืนด้านข้างหวังหลินและส่งคำพูดสื่อสารมาที่เขา “เขาชื่อกู่หลาน(古嵐 gǔ lán) แต่เราทั้งหมดเรียกเขาว่าจักรพรรดิโบราณ ระดับฝึกตนของเขาสูงส่งอย่างมากแม้แต่ข้าก็ไม่มั่นใจจะต่อกรกับเขา เขาแกล้งทำเป็นคนชอบธรรมแต่ความจริงโหดเหี้ยม สังหารคนนับไม่ถ้วนและเป็นคนบ้าคนหนึ่ง เป็นมารที่มีชื่อเสียงมากในทะเลปิศาจ”

หวังหลินบึ้งตึงขณะที่เขามองจักรพรรดิโบราณและจากนั้นมองหวังฉิงเย่ที่กำลังสนุกสนานกับการต่อสู้กับร่างอวตารของตัวเองขณะที่บางครั้งก็คำรามอย่างกระหายเลือด พลันทำให้รู้สึกจิตใจหนักอึ้ง

จักรพรรดิโบราณเป็นคนเสียสติและหวังฉิงเย่เป็นคนบ้า มีเพียงตวนมู่จวี่ที่ดูปกติ

ใบหน้าตวนมู่จวี่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยขณะที่เขากระซิบ “อีกคนมาถึงแล้ว”

เรือมังกรจากขอบท้องฟ้า บนเรือมีบุรุษหล่อเหลายืนอยู่แต่ริมฝีปากบางเฉียบพลันรู้สึกถึงความเหี้ยมโหด แขนสองข้างกำไว้ด้านหลังและเชิดศีรษะขึ้นสูง สวมชุดสีแดงสว่างปักด้ายทอง เส้นผมยาวสีดำพริ้วไหวด้านหลังพร้อมกับสายลม

ด้านข้างเขามีคนยืนอยู่ผู้หนึ่ง คนผู้นี้เด็กมากราวกับอายุยี่สิบปีหรือแก่กว่านั้นเล็กน้อย บุรุษหนุ่มคนนี้ดูธรรมดาแต่บางครั้งแสงสีแดงปรากฎขึ้นในสายตา หลังจากเรือมังกรเข้ามาใกล้ บุรุษเสื้อแดงกระโดดลงและบุรุษหนุ่มด้านหลังติดตามมาอย่างรวดเร็ว

หวังหลินตรวจสอบบุรุษชุดแดง คนผู้นี้ให้กลิ่นอายอันเยือกเย็น ความหนาวแทงเสียดกระดูกราวกับเศษน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย

หลังจากบุรุษชุดแดงถึงพื้นพลันสายตาเยือกเย็นมองไปรอบๆและหยุดลงบนหวังฉิงเย่ที่อยู่ภายในดาราล่มสลายจากนั้นชำเลืองหวังหลินก่อนจะหันไปที่ตวนมู่จวี่

น้ำเสียงอันเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งเปล่งออกมา “งานรื่นเริง!”

ตวนมู่จวี่หัวเราะ “จอมปิศาจหกปรารถนาไม่เจอกันร้อยปี ดูเหมือนระดับฝึกตนของเจ้าจะเพิ่มขึ้นนะ!” สิ้นคำพูดปากขยับเล็กน้อยพร้อมกับส่งเสียงสื่อสารไปที่บุรุษชุดแดง จอมปิศาจหกปรารถณาฟังจนจบทันใดนั้นกลายตกตะลึงและหันไปจ้องหวังหลิน “สหายตัวน้อย หากเจ้าทำให้เราผ่านขอบเขตที่สามได้ ข้าฉวีหลี่ชิง(徐離青 xúlíqīng) สัญญาว่าเจ้าจะปลอดภัย! ”

เมื่อเขาพูดจบใบหน้าของบุรุษหนุ่มด้านหลังเขาเปลี่ยนไป สายตาที่มีต่อหวังหลินค่อยๆไม่เป็นมิตร

หวังหลินคารวะด้วยสองมือและพูดขึ้น “ขอบคุณท่านมาก!”

บุรุษชุดแดงพยักหน้าก่อนที่จะถอนสายตาและพูดกับตวนมู่จวี่ “เหลือคนเดียวคือเมิ่งหลังค่อม ข้าได้ยินมาว่าเขาขัดใจกับสำนักมารยักษ์เมื่อสามร้อยปีก่อนและถูกไล่ล่าโดยสิบมารสงคราม ข้าไม่รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่”

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: