Xian Ni ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน ตอนที่ 54 ลงสนาม (4)

ตอนที่ 54 ลงสนาม (4)

 

Keepwalk แปล

 

แต่หลังจากเปรียบเทียบน้ำพลังปราณกับน้ำธรรมชาติในหลังภูเขา เขากลับพบว่าไม่เพียงแต่น้ำพลังปราณจะมีปราณอยู่จำนวนมากแต่มันยังใช้งานได้หลายครั้ง ซึ่งหลังจากเขาวิเคราะห์อย่างละเอียดก็พบว่าน้ำพลังปราณนี่ยังช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ได้อีกด้วย!

 

ถ้าเขาดื่มเป็นประจำก็จะดูอ่อนเยาว์ตลอดชีวิต เพียงแค่นำออกมาสองสามหยดก็สังเกตผลลัพธ์นี้ได้ทันที ความเข้าใจนี้ทำให้เขาตื่นเต้นอย่างมาก

 

จึงพูดได้ว่าเพียงเข้าถึงขั้นผลิดอกก็อาจจะเป็นอมตะได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนก็คือเขาต้องผ่านกาลเวลาเป็นร้อยเป็นพันปีกว่าจะได้ถึงขั้นนั้น

 

จางขวงรู้ว่าถ้าหากเขานำน้ำพลังปราณไปแลกเปลี่ยนกับสำนักอื่น พวกนั้นจะต้องบ้าคลั่งแน่ๆ โดยเฉพาะเซียนสตรีที่อยู่ขั้นสร้างลำต้นหรือขั้นแตกหน่อ

 

แต่เมื่อเขาตรวจสอบอีกครั้งก็พบว่าเงาของหวังหลินหายไปแล้ว เหลือเพียงแต่เหล่าศิษย์สายในสำนักเหิงยั่วเท่านั้น เมื่อตรวจสอบทั้งหมดนั้นก็มิอาจค้นหาใครที่คล้ายคลึงได้เลย

 

เขากลุ้มใจอยู่นานเพราะเรื่องนี้ เขาตรวจสอบหวังหลินไปแล้วแต่หลังจากหาหวังหลินที่อยู่ระดับสาม ก็ไม่คิดว่าจะมีใครเหมือนกับเขา

 

แต่ตอนนี้เขามั่นใจเต็มร้อยว่าคนคนนั้นคือหวังหลิน ไม่มีหลักเหตุผลประกอบแต่กลับใช้สัญชาตญาณล้วนๆ

 

“หวังหลินคนนี้ได้เข้าถึงระดับฝึกตนสูงยิ่งนัก! ยังดีที่ข้าไม่ได้หาเรื่องเขาตอนนั้น โธ่! ความลับเรื่องน้ำพลังปราณต้องฝังอยู่ในอกข้าแน่ๆ ไม่ว่าหวังหลินจะเก่งกาจแค่ไหนแต่โลกผู้ฝึกเซียนช่างโหดร้ายยิ่งนัก ไม่ต้องกล่าวถึงหมู่มนุษย์ในสำนักเดียวกัน แม้แต่พี่น้องยังฆ่ากันเอง ด้วยระดับฝึกคนของหวังหลินนี้ ข้ายังไม่อาจต่อกรได้ทั้งนั้น! ” จางขวงตัดสินใจที่จะไม่ทำอะไรกวนใจหวังหลิน

 

เขาหวนนึกถึงตอนที่อยู่หลังภูเขา อดคิดไม่ได้ว่าเห็นหวังหลินอยู่ระดับแรกขั้นรวบรวมลมปราณและไปส่งเขาที่หน้าถ้ำ น่าแปลกใจว่าหวังหลินจะคิดเรื่องนั้นเช่นไร

 

ขณะที่อยู่ตรงแม่น้ำหลังภูเขาเช่นกัน เมื่อคิดเรื่องนี้จางขวงถึงกับสั่นสะท้าน เขาดีใจที่ไม่ได้ทำอะไรในตอนนั้นไม่เช่นนั้นเขาก็คงจบชีวิตลงไปแล้ว

 

ไม่ใช่ว่าเขาไม่แปลกใจที่ทำไมหวังหลินถึงกลายมาแข็งแกร่งได้แบบนี้ แต่ด้วยระดับฝึกตนของหวังหลินในปัจจุบันจึงหยุดคิดทันที นั่นเพราะรู้สึกว่าหากคิดต่อไปเรื่อยๆเขาก็คงเหมือนเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ

 

ศิษย์พี่จ้าง คนที่ว่ากล่าวหวังหลินตลอดมาให้ฝึกหนักกลับรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก มองไปที่หวังหลินและพูดด้วยความเศร้าใจ “หวังหลินคนนี้เป็นคนที่ข้านำออกจากตระกูลหวังเป็นการส่วนตัว เห็นได้ชัดว่าเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไป เมื่อเขาพยายามจะฆ่าตัวตาย นั่นก็เป็นข้าที่ช่วยเขาขึ้นมา ผ่านมาห้าปีและเขาเปลี่ยนไปมากจริงๆ ตอนนี้เขาเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักเหิงยั่วไปแล้ว โชคชะตาช่างโหดร้ายเกินไป! ข้าเพียรพยายามฝึกฝนอย่างหนักสิบปียังได้แค่ระดับหก!”

 

สำนักซวนต้าวที่ประหลาดใจคราวก่อน ตอนนี้พวกเขาตกใจแทบตาถนน!

 

โจวเผิงคงจะชี้แจงได้ว่าครั้งแรกเป็นเพราะเขาประมาท แต่ครั้งที่สองและครั้งที่สาม เขายังลอยและลอยออกไปอีกครั้ง แต่ละครั้งหวังหลินเคลื่อนไหวครั้งเดียว โดยเฉพาะครั้งที่สามที่โจวเผิงเอายันต์เซียนออกและใช้พลังฝึกตนของตัวเองเต็มที่ แต่เขาก็ยังแพ้ด้วยการโจมตีครั้งเดียว

 

เรื่องพวกนี้ทำให้คนสำนักซวนต้าวสั่นสะท้านทั้งหมด

 

หลิวเฟิงอ้าปากค้างไม่ได้สติอยู่นาน เขาเชื่อแล้วว่าหวังหลินเป็นศิษย์ที่เก่งที่สุดของสำนักเหิงยั่ว พลันคิดขึ้น ‘ศิษย์พี่ไม่ได้ประมาทคราวก่อนแต่เพราะเขาอ่อนแอกว่าหวังหลิน แต่ว่าศิษย์พี่อยู่ระดับสิบสองแล้ว ระดับฝึกตนของหวังหลินคนนั้นจะถึงขั้นไหนกัน?’

 

หลิวเฟิงพึมพำในน้ำเสียงที่ไม่เชื่อ “หรือเขาจะเข้าถึงขั้นสร้างลำต้นแล้ว?”

 

ศิษย์สตรีที่หัวเราะหวังหลินครั้งก่อนที่เขาให้อาหารสัตว์ตัวเล็กกับตะขาบสำนัก เธอตกตะลึง ศิษย์พี่ที่เธอนับถือถ่ายแพ้….

 

หลิวเหมยเบิกสายตากว้างขึ้น เธอเต็มไปด้วยความสนใจในตัวหวังหลิน พลันคิดอย่างลับ “เขามีความลับมากมายจริงๆ ข้าสังเกตได้ว่ามีอะไรผิดพลาดเมื่อสามวันก่อนที่เขาฟื้นจากวิชาเซียนเสน่ห์ของข้าได้คนแรก”

 

ศิษย์คนอื่นหลายคนไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะว่าศิษย์พี่เป็นทั้งวีรบุรุษและผู้เชี่ยวชาญ แต่ตอนนี้วีรบุรุษของพวกเขากลับพ่ายแพ้คนอื่น และแพ้ด้วยการโจมตีครั้งเดียวโดดยไม่มีโอกาสโต้กลับ นี่ทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยวิชาเซียนที่สอนในสำนักซวนต้าว

 

ใบหน้าของผู้อาวุโสโอวหยางเหมือนกับใบหน้าของฮวงหลงยามที่ศิษย์สำนักเหิงยั่วพ่ายแพ้ทุกการประลองครั้งก่อน ใบหน้าปวดแสบปวดร้าว จมความคิดไปที่หวังหลินและตื่นตะลึงขึ้น ด้วยระดับสิบสี่ของเขา ไม่ว่าเขาจะมองหวังหลินตรงไหน ก็เห็นได้ชัดว่าอยู่เพียงระดับสามเท่านั้น

 

“เขา…เขาเป็นศิษย์สายในของเหิงยั่วจริงๆหรอ….หรือเขาอยู่ระดับขั้นสร้างลำต้นไปแล้ว? ข้าไม่อาจเห็นระดับฝึกตนของเขาได้ยังไง?”

 

ผู้อาวุโสอีกสองคนต่างก็มีใบหน้าซีดเผือก การต่อสู้กับโจวเผิงสามครั้งทำให้พวกเขาเข้าใจพลังของหวังหลินชัดขึ้น

 

ขณะนั้นหนึ่งในศิษย์ของสำนักซวนต้าวกระซิบขึ้น “เขาใช้วิชาเซียนอะไรนั่น? ทำไมข้ารู้สึกเหือนเขาใช้วิชาแรงโน้มถ่วง?”

 

ศิษย์ด้านข้างเริ่มวิเคราะห์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “วิชาแรงโน้มถ่วงหรือ? เป็นไปไม่ได้ นั่นเป็นวิชาเซียนระดับต่ำที่สุด มันจะมีพลังขนาดนั้นได้ยังไง? ถ้าเจ้าถามข้า มันต้องเป็นวิชาเซียนโบราณที่สูญหายไปสักอย่าง เจ้าเห็นเขาโบกมือเหมือนมันเป็นวิชาแรงโน้มถ่วงแต่นั่นต้องคลุมด้วยวิชาเซียนโบราณแน่! หวังหลินนี่มันเหลี่ยมจัดเกินไป!”

 

“แต่ตอนที่ข้าเห็นมัน มันดูเหมือนวิชาแรงโน้มถ่วงจริงๆนะ ข้าฝึกมันด้วยตัวเองบ่อยๆ ข้าสบัดมือของข้าและควบคุมสิ่งของให้บินไปทางที่ข้าต้องการ…แค่นั่นเกิดขึ้นกับศิษย์พี่เท่านั้น” ศิษย์คนอื่นเสริมขึ้นแต่ด้วยคำสุดท้าย เสียงเขากลายเป็นเบาลง

 

ศิษย์คนอื่นพูดขึ้นขณะลูบคางตัวเอง “ลืมไปซะ เจ้าลองทำเหมือนที่หวังหลินทำสิ นั่นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นวิชาแรงโน้มถ่วงได้ มันไม่ใช่!”

 

ศิษย์คนอื่นเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับวิชาเซียนที่หวังหลินใช้ บ้างก็ออกไปถามผู้อาวุโสทั้งสามตรงๆ

 

ผู้อาวุโสโอวหยางและอีกสองคนหัวเราะอย่างเจ็บแสบ เขาถอนหายใจและพูดขึ้น “นั่นไม่ใช่วิชาแรงโน้มถ่วง ข้าไม่เคยเห็นวิชาแรงโน้มถ่วงอันทรงพลังแบบนั้น จากที่ข้าเห็น นี่ต้องเป็นหัตถ์จับมังกรที่สูญหายไปนาน!”

 

“หัตถ์จับมังกร!” สองผู้อาวุโสติดมึน พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อหัตถ์จับมังกรเลยสักครั้งแต่ไม่อาจเห็นผ่านวิชาที่หวังหลินใช้ได้เพราะว่ามันชั่งดูคล้ายกับวิชาเซียนแรงโน้มถ่วงจริงๆ

 

ผู้อาวุโสโอวหยางถอนหายใจและคิดขึ้น ‘ไอ้เฒ่าคนนี้ก็มองไม่ออกเหมือนกัน ถ้าข้าพูดว่าไม่รู้ ข้าจะเสียหน้ามากแน่ๆ เช่นนั้นให้ข้าสร้างมันขึ้นมาใหม่เถอะ’

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: เนื้อหาถูกป้องกัน!!
%d bloggers like this: